หะดิษ

หะดิษ
หะดิษต่างๆ

วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2555

หะดิษมุสลิม ว่าด้วยการห้ามคร่ำครวญและอย่าให้คบไฟไว้ทุกข์ให้กับผู้ที่ตาย



عَنِ ابْنِ شَمَاسَةَ الْمَهْرِيِّ، قَالَ حَضَرْنَا عَمْرَو بْنَ الْعَاصِ وَهُوَ فِي سِيَاقَةِ الْمَوْتِ ‏.‏ فَبَكَى طَوِيلاً وَحَوَّلَ وَجْهَهُ إِلَى الْجِدَارِ فَجَعَلَ ابْنُهُ يَقُولُ يَا أَبَتَاهُ أَمَا بَشَّرَكَ رَسُولُ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم بِكَذَا أَمَا بَشَّرَكَ رَسُولُ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم بِكَذَا قَالَ فَأَقْبَلَ بِوَجْهِهِ ‏.‏ فَقَالَ إِنَّ أَفْضَلَ مَا نُعِدُّ شَهَادَةُ أَنْ لاَ إِلَهَ إِلاَّ اللَّهُ وَأَنَّ مُحَمَّدًا رَسُولُ اللَّهِ إِنِّي قَدْ كُنْتُ عَلَى أَطْبَاقٍ ثَلاَثٍ لَقَدْ رَأَيْتُنِي وَمَا أَحَدٌ أَشَدَّ بُغْضًا لِرَسُولِ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم مِنِّي وَلاَ أَحَبَّ إِلَىَّ أَنْ أَكُونَ قَدِ اسْتَمْكَنْتُ مِنْهُ فَقَتَلْتُهُ فَلَوْ مُتُّ عَلَى تِلْكَ الْحَالِ لَكُنْتُ مِنْ أَهْلِ النَّارِ فَلَمَّا جَعَلَ اللَّهُ الإِسْلاَمَ فِي قَلْبِي أَتَيْتُ النَّبِيَّ صلى الله عليه وسلم فَقُلْتُ ابْسُطْ يَمِينَكَ فَلأُبَايِعْكَ ‏.‏ فَبَسَطَ يَمِينَهُ - قَالَ - فَقَبَضْتُ يَدِي ‏.‏ قَالَ ‏"‏ مَا لَكَ يَا عَمْرُو ‏"‏ ‏.‏ قَالَ قُلْتُ أَرَدْتُ أَنْ أَشْتَرِطَ ‏.‏ قَالَ ‏"‏ تَشْتَرِطُ بِمَاذَا ‏"‏ ‏.‏ قُلْتُ أَنْ يُغْفَرَ لِي ‏.‏ قَالَ ‏"‏ أَمَا عَلِمْتَ أَنَّ الإِسْلاَمَ يَهْدِمُ مَا كَانَ قَبْلَهُ وَأَنَّ الْهِجْرَةَ تَهْدِمُ مَا كَانَ قَبْلَهَا وَأَنَّ الْحَجَّ يَهْدِمُ مَا كَانَ قَبْلَهُ ‏"‏ ‏.‏ وَمَا كَانَ أَحَدٌ أَحَبَّ إِلَىَّ مِنْ رَسُولِ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم وَلاَ أَجَلَّ فِي عَيْنِي مِنْهُ وَمَا كُنْتُ أُطِيقُ أَنْ أَمْلأَ عَيْنَىَّ مِنْهُ إِجْلاَلاً لَهُ وَلَوْ سُئِلْتُ أَنْ أَصِفَهُ مَا أَطَقْتُ لأَنِّي لَمْ أَكُنْ أَمْلأُ عَيْنَىَّ مِنْهُ وَلَوْ مُتُّ عَلَى تِلْكَ الْحَالِ لَرَجَوْتُ أَنْ أَكُونَ مِنْ أَهْلِ الْجَنَّةِ ثُمَّ وَلِينَا أَشْيَاءَ مَا أَدْرِي مَا حَالِي فِيهَا فَإِذَا أَنَا مُتُّ فَلاَ تَصْحَبْنِي نَائِحَةٌ وَلاَ نَارٌ فَإِذَا دَفَنْتُمُونِي فَشُنُّوا عَلَىَّ التُّرَابَ شَنًّا ثُمَّ أَقِيمُوا حَوْلَ قَبْرِي قَدْرَ مَا تُنْحَرُ جَزُورٌ وَيُقْسَمُ لَحْمُهَا حَتَّى أَسْتَأْنِسَ بِكُمْ وَأَنْظُرَ مَاذَا أُرَاجِعُ بِهِ رُسُلَ رَبِّي



                อิบนุซุมาซะห์ อัลมะห์รี่ย์ รายงานว่า เราไปเยี่ยมอัมร์ อิบนุลอาศ ในช่วงที่เขาเจ็บใกล้เสียชีวิต เขาร้องไห้เป็นเวลานาน โดยหันหน้าของเขาเข้าข้างฝา  แล้วลูกชายของเขาได้กล่าวกับเขาว่า โอ้พ่อครับ ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ไม่ได้บอกข่าวดีในเรื่องนี้กับท่านหรือ ? ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ไม่ได้บอกข่าวดีให้ท่านทราบในเรื่องนี้เลยหรือ ?  อิบนุซุมาซะห์ กล่าวว่า อัมร์ได้หันหน้ากลับมาแล้วกล่าวว่า ที่ดีที่สุดในสิ่งที่เราต้องทบทวนตัวเอง คือการปฏิญานว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และมูฮัมหมัดคือศาสนทูตของอัลลอฮ์ และ (เรื่องราวในชีวิต) ฉันนี้ได้ผ่านพ้นมาแล้วสามช่วงคือ ฉันพบว่าตัวฉันเองนั้น เคยเป็นผู้ที่ไม่มีผู้ใดที่ท่านรอซูลเคยโกรธมากไปกว่าฉันอีกแล้ว และฉันก็ไม่ปรารถนาสิ่งใดเสียยิ่งกว่าการที่จะเอาชนะท่านแล้วก็ฆ่าท่าน ถ้าหากฉันตายตอนนั้น ฉันต้องเป็นชาวนรกอย่างแน่นอน แต่อัลลอฮ์ได้ให้อิสลามประจักษ์ในหัวใจฉัน,  ฉันจึงได้ไปหาท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม แล้วกล่าวกับท่านว่า ยื่นมือของท่านมาเถอะ เพื่อฉันจะได้ให้สัตยาบันกับท่าน แล้วท่านก็ยื่นมือของท่านมา แต่ฉันกลับหดมือของฉันกลับ ท่านกล่าวว่า “มีอะไรหรืออัมร์เอ๋ย” ฉันกล่าวว่า ฉันต้องการตั้งเงื่อนไขสักข้อหนึ่ง ท่านถามว่า “เจ้าจะตั้งเงื่อนไขอะไรหรือ ?”  ฉันกล่าวว่า   ต้องให้อภัยโทษแก่ฉัน ท่านตอบว่า “เจ้าไม่รู้หรือว่าแท้จริงอิสลามนั้นลบล้างความผิดก่อนหน้านี้ และการอพยพก็ลบล้างความผิดก่อนหน้านี้เช่นเดียวกัน อีกทั้งการทำฮัจญ์ก็ลบล้างความผิดก่อนหน้านี้เช่นเดียวกัน”  ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดที่ฉันจะรักไปยิ่งกว่าท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม อีกแล้ว และไม่มีผู้ใดสูงส่งในสายตาของฉันมากกว่าท่านอีกแล้ว ถ้าฉันถูกถามเพื่อให้พรรณาถึงลักษณะของท่าน ฉันก็ไม่สามารถจะบอกได้ครบถ้วน เพราะฉันไม่กล้ามองหน้าท่านอย่างเต็มตา และถ้าฉันตายตอนนั้น ฉันก็หวังว่า ฉันจะเป็นหนึ่งในชาวสวรรค์ แต่หลังจากนั้นมา เราได้ปกครองดูแลสิ่งต่างๆมากมาย โดยที่ฉันเองก็ไม่รู้ว่า สภาพของฉันจะเป็นเช่นไร (ว่าจะมีความบอกพร่องในหน้าที่ความรับผิดชอบนั้นหรือไม่)
                ถ้าฉันตาย เจ้าก็อย่าให้มีการคร่ำครวญและอย่าให้มีคบไฟ (พิธีไว้ทุกข์ของญาฮิลียะห์) และเมื่อพวกเจ้าฝังร่างของฉัน ก็จงกลบร่างฉันเพียงให้ดินเสมอพื้น และพวกเจ้าจงยืน (ขอดุอาอ์ตัสบีต) รอบหลุมศพของฉัน ภายในเวลาเท่ากับเชือดอูฐและชำแหละเนื้อมันแจกจ่าย เพื่อฉันได้รับความมั่นใจด้วยการขอดุอาอ์ของพวกเจ้า แล้วดูซิว่าฉันจะตอบคำถามแก่ทูตแห่งองค์อภิบาลของฉันอย่างไร  

มุสลิม/หมวดที่1/บทที่56/ฮะดีษเลขที่ 0220

หะดิษมุสลิม ว่าด้วยอาหารที่เพิ่มพูนจากการขอดุอาอ์ของท่านรสูล



عَنْ أَبِي هُرَيْرَةَ، أَوْ عَنْ أَبِي سَعِيدٍ، - شَكَّ الأَعْمَشُ - قَالَ لَمَّا كَانَ غَزْوَةُ تَبُوكَ أَصَابَ النَّاسَ مَجَاعَةٌ ‏.‏ قَالُوا يَا رَسُولَ اللَّهِ لَوْ أَذِنْتَ لَنَا فَنَحَرْنَا نَوَاضِحَنَا فَأَكَلْنَا وَادَّهَنَّا ‏.‏ فَقَالَ رَسُولُ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم ‏"‏ افْعَلُوا ‏"‏ ‏.‏ قَالَ فَجَاءَ عُمَرُ فَقَالَ يَا رَسُولَ اللَّهِ إِنْ فَعَلْتَ قَلَّ الظَّهْرُ وَلَكِنِ ادْعُهُمْ بِفَضْلِ أَزْوَادِهِمْ ثُمَّ ادْعُ اللَّهَ لَهُمْ عَلَيْهَا بِالْبَرَكَةِ لَعَلَّ اللَّهَ أَنْ يَجْعَلَ فِي ذَلِكَ ‏.‏ فَقَالَ رَسُولُ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم ‏"‏ نَعَمْ ‏"‏ ‏.‏ قَالَ فَدَعَا بِنِطَعٍ فَبَسَطَهُ ثُمَّ دَعَا بِفَضْلِ أَزْوَادِهِمْ - قَالَ - فَجَعَلَ الرَّجُلُ يَجِيءُ بِكَفِّ ذُرَةٍ - قَالَ - وَيَجِيءُ الآخَرُ بَكَفِّ تَمْرٍ - قَالَ - وَيَجِيءُ الآخَرُ بِكِسْرَةٍ حَتَّى اجْتَمَعَ عَلَى النِّطَعِ مِنْ ذَلِكَ شَىْءٌ يَسِيرٌ - قَالَ - فَدَعَا رَسُولُ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم عَلَيْهِ بِالْبَرَكَةِ ثُمَّ قَالَ ‏"‏ خُذُوا فِي أَوْعِيَتِكُمْ ‏"‏ ‏.‏ قَالَ فَأَخَذُوا فِي أَوْعِيَتِهِمْ حَتَّى مَا تَرَكُوا فِي الْعَسْكَرِ وِعَاءً إِلاَّ مَلأُوهُ - قَالَ - فَأَكَلُوا حَتَّى شَبِعُوا وَفَضِلَتْ فَضْلَةٌ فَقَالَ رَسُولُ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم ‏"‏ أَشْهَدُ أَنْ لاَ إِلَهَ إِلاَّ اللَّهُ وَأَنِّي رَسُولُ اللَّهِ لاَ يَلْقَى اللَّهَ بِهِمَا عَبْدٌ غَيْرَ شَاكٍّ فَيُحْجَبَ عَنِ الْجَنَّةِ ‏"‏ ‏.‏


               จากอบีฮุรอยเราะห์ และหรือจาก อบีสอี๊ด อัลคุดรีย์ ซึ่งอะอ์มัช (ผู้รายงานที่รับช่วงต่อ) สงสัย (ว่าผู้รายงานในระดับศอฮาบะห์จะเป็นอบีฮุรอยเราะห์ หรือ อบีสะอี๊ด คนใดคนหนึ่ง ) ได้รายงานเหตุการณ์ว่า ในขณะเกิดสงครามตะบู๊ก บรรดานักรบได้ประสบภาวะขาดแคลนอาหาร พวกเขากล่าวว่า โอ้ศาสนทูตของอัลลอฮ์ หากท่านอนุญาต พวกเราก็จะเชือดอูฐ (ที่ใช้ขนสัมภาระ) เพื่อจะได้กินและกักตุนเป็นเสบียง ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า ทำไปเถอะ เขา (ผู้รายงาน) กล่าวว่า ขณะนั้นอุมัรได้มาบอกกับท่านรอซูลว่า โอ้ศาสนทูตของอัลลอฮ์ หากท่านยอมให้พวกเขาทำเช่นนั้น  สัตว์ที่จะใช้บรรทุกสัมภาระก็ลดน้อยลงไป แต่ (ฉันแนะนำว่า) หากท่านบอกกับพวกเขาให้เอาเสบียงที่ติดตัวมารวมกัน แล้วท่านก็ขอวิงวอนต่อพระองค์อัลลอฮ์ ให้ความจำเริญได้เกิดขึ้นกับสิ่งเหล่านั้น เผื่อว่าพระองค์อัลลอฮ์จะให้ความจำเริญในสิ่งนี้ก็ได้ ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า ใช่แล้ว  เขา (ผู้รายงาน) กล่าวว่า ท่านได้ให้เอาเสื่อที่ทำจากหนังสัตว์มากาง แล้วบอกให้พวกเขาเอาเสบียงที่เหลืออยู่มารวมกัน  เขา (ผู้รายงาน) กล่าวว่า บางคนก็กอบข้าวฝ้างมาเต็มกำมือ เขา (ผู้รายงาน) กล่าวว่า อีกคนหนึ่งก็กอบอินทผลัมมารวมกอง, บางคนก็เอาเศษขนมปังมารวม แม้กระทั่งสิ่งเล็กๆน้อยน้อยๆ ก็ถูกนำเอามารวมกองไว้บนเสื่อหนังนั้นด้วย, เขา (ผู้รายงาน) กล่าวว่า  แล้วท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ก็ขอดุอาอ์ให้มีความจำเริญ (เกิดขึ้นกับสิ่งของเหล่านั้น) ต่อจากนั้นท่านรอซูลก็กล่าวว่า พวกเจ้าจงเอาถุงน้ำของพวกเจ้ามาด้วเขา (ผู้รายงาน) กล่าวว่า พวกเขาได้เอาถุงน้ำของพวกเขามา จนกระทั่งไม่คนใดในกองทัพที่จะมีถุงน้ำที่ว่างเปล่า  นอกจากมันเต็มไปด้วยน้ำ เขา (ผู้รายงาน) กล่าวว่า พวกเขาได้กินมันจนกระทั่งอิ่ม แต่ยังมีอาหารและน้ำเหลืออยู่อีก ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม จึงได้กล่าวว่า ข้าขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และฉันเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์ ไม่มีบ่าวคนใดที่กลับไปพบโดยไม่มีคามคลางแคลงใจในประโยคทั้งสองนี้ จะถูกกันออกจากสวรรค์

มุสลิม/หมวดที่1/บทที่12/ฮะดีษเลขที่ 0042

วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2555

หะดิษบุคอรี ว่าด้วยลักษณะของชายสามคนที่เข้ามาหาท่านนบีในมัสยิด



عَنْ أَبِي وَاقِدٍ اللَّيْثِيِّ، أَنَّ رَسُولَ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم بَيْنَمَا هُوَ جَالِسٌ فِي الْمَسْجِدِ وَالنَّاسُ مَعَهُ، إِذْ أَقْبَلَ ثَلاَثَةُ نَفَرٍ، فَأَقْبَلَ اثْنَانِ إِلَى رَسُولِ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم وَذَهَبَ وَاحِدٌ، قَالَ فَوَقَفَا عَلَى رَسُولِ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم فَأَمَّا أَحَدُهُمَا فَرَأَى فُرْجَةً فِي الْحَلْقَةِ فَجَلَسَ فِيهَا، وَأَمَّا الآخَرُ فَجَلَسَ خَلْفَهُمْ، وَأَمَّا الثَّالِثُ فَأَدْبَرَ ذَاهِبًا، فَلَمَّا فَرَغَ رَسُولُ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم قَالَ ‏"‏ أَلاَ أُخْبِرُكُمْ عَنِ النَّفَرِ الثَّلاَثَةِ أَمَّا أَحَدُهُمْ فَأَوَى إِلَى اللَّهِ، فَآوَاهُ اللَّهُ، وَأَمَّا الآخَرُ فَاسْتَحْيَا، فَاسْتَحْيَا اللَّهُ مِنْهُ، وَأَمَّا الآخَرُ فَأَعْرَضَ، فَأَعْرَضَ اللَّهُ عَنْهُ ‏"



                อบีวากิด อัลลัยซี่ย์ รายงานว่า ขณะที่ท่านรอซูลุ้ลลออ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ได้นั่งอยู่ในมัสยิด พร้อมกับผู้คนจำนวนหนึ่ง ทันใดนั้นก็มีชายสามคนเข้ามา โดยที่สองคนเข้ามาที่ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ส่วนอีกคนหนึ่งกลับออกไป

ทั้งสองคนได้ยืนอยู่ (ในที่ชุมนุม) ณ. ที่ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม โดยคนหนึ่งเมื่อเห็นที่ว่างในที่ชุมนุมก็ไปนั่งที่นั้น ส่วนอีกคนหนึ่งได้นั่งหลบอยู่ทางด้านหลัง แต่คนที่สามได้กลับออกไป
                เมื่อท่านรอซูลุ้ลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ว่างท่านก็กล่าวว่า ฉันจะบอกกับพวกท่านเอาไหมเกี่ยวกับชายสามคนนี้ ? คือคนที่หนึ่งเขาหวังพึ่งพิงกับอัลลอฮ์, พระองค์อัลลอฮ์ก็ให้ที่พึ่งพิงแก่เขา, ส่วนอีกคนหนึ่งเขาละอาย (นั่งหลบอยู่ด้านหลัง) อัลลอฮ์ก็ทรงรับความอายของเขา แต่คนที่สามเขาหันกลับออกไป ดังนั้นอัลลอฮ์จึงหันออกจากเขาด้วยเช่นเดียวกัน

บุคคอรี/หมวดที่3/บทที่8/ฮะดีษเลขที่ 66

หะดิษบุคอรี ว่าการที่ท่านนบีเปลี่ยนทิศหันหน้าละหมาดจากบัยตุ้ลมักดิสเป็นทิศมักกะห์



عَنِ الْبَرَاءِ، أَنَّ النَّبِيَّ صلى الله عليه وسلم كَانَ أَوَّلَ مَا قَدِمَ الْمَدِينَةَ نَزَلَ عَلَى أَجْدَادِهِ ـ أَوْ قَالَ أَخْوَالِهِ ـ مِنَ الأَنْصَارِ، وَأَنَّهُ صَلَّى قِبَلَ بَيْتِ الْمَقْدِسِ سِتَّةَ عَشَرَ شَهْرًا، أَوْ سَبْعَةَ عَشَرَ شَهْرًا، وَكَانَ يُعْجِبُهُ أَنْ تَكُونَ قِبْلَتُهُ قِبَلَ الْبَيْتِ، وَأَنَّهُ صَلَّى أَوَّلَ صَلاَةٍ صَلاَّهَا صَلاَةَ الْعَصْرِ، وَصَلَّى مَعَهُ قَوْمٌ، فَخَرَجَ رَجُلٌ مِمَّنْ صَلَّى مَعَهُ، فَمَرَّ عَلَى أَهْلِ مَسْجِدٍ، وَهُمْ رَاكِعُونَ فَقَالَ أَشْهَدُ بِاللَّهِ لَقَدْ صَلَّيْتُ مَعَ رَسُولِ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم قِبَلَ مَكَّةَ، فَدَارُوا كَمَا هُمْ قِبَلَ الْبَيْتِ، وَكَانَتِ الْيَهُودُ قَدْ أَعْجَبَهُمْ إِذْ كَانَ يُصَلِّي قِبَلَ بَيْتِ الْمَقْدِسِ، وَأَهْلُ الْكِتَابِ، فَلَمَّا وَلَّى وَجْهَهُ قِبَلَ الْبَيْتِ أَنْكَرُوا ذَلِكَ‏.‏ قَالَ زُهَيْرٌ حَدَّثَنَا أَبُو إِسْحَاقَ عَنِ الْبَرَاءِ فِي حَدِيثِهِ هَذَا أَنَّهُ مَاتَ عَلَى الْقِبْلَةِ قَبْلَ أَنْ تُحَوَّلَ رِجَالٌ وَقُتِلُوا، فَلَمْ نَدْرِ مَا نَقُولُ فِيهِمْ، فَأَنْزَلَ اللَّهُ تَعَالَى ‏{‏وَمَا كَانَ اللَّهُ لِيُضِيعَ إِيمَانَكُمْ‏}‏

                รายงานจากบัรรออ์ (บินอาซิบ) ว่า แท้จริงท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม นั้นเมื่อตอนที่ท่านอพยพไปที่นครมะดีนะห์แรกๆ ท่านพักอยู่กับปู่ของเขา หรือลุงของเขา ที่เป็นชาวอันศอร โดยท่านนบีละหมาดหันหน้าไปทาง บัยตุ้ลมักดิส เป็นระยะเวลาประมาณ 16 ถึง 17 เดือน แต่ท่านก็ปรารถนาว่าจะได้หันหน้าไปทางทิศที่กะอ์บะห์ตั้งอยู่ แล้วท่านก็ได้ละหมาด ซึ่งเป็นละหมาดแรกที่หันหน้าไปทางกะอ์บะห์ คือละหมาดอัศริ โดยมีประชาชนร่วมละหมาดกับท่านด้วย
                มีชายผู้หนึ่งที่ละหมาดร่วมกับท่านนบีได้ออกมาด้านนอก โดยผ่านคนที่มัสยิดซึ่งกำลังรูกัวอ์กันอยู่ แล้วกล่าวว่า ข้าขอปฏิญาณต่ออัลลอฮ์, ข้าได้ละหมาดพร้อมกับท่านรอซูลุลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม โดยหันหน้าไปทางทิศมักกะห์  พวกเขาเหล่านั้น (ที่ยังอยู่ในมัสยิด) จึงยังคงอยู่ในท่ารูกัวอ์โดยหันไปทางทิศของกะอ์บะห์
                พวกยะฮูดต่าง และบรรดาชาวคัมภีร์ต่างก็พึงพอใจ ที่ท่านนบีได้ละหมาดหันหน้าไปทาง บัยตุ้ลมักดิส แต่เมื่อท่านละหมาดโดยหันหน้าไปทางทิศกะอ์บะห์ พวกเขาจึงไม่ยอมรับ
                ซุฮัยร์ กล่าวว่า อบูอิสฮาก ได้เล่าให้เราฟัง จากบัรรออ์ เกี่ยวกับฮะดีษในเรื่องนี้ว่า “มีผู้คนได้เสียชีวิตและถูกฆ่าตายไปแล้วมากมายก่อนที่จะหันหน้าไปทางกะอ์บะห์ แต่พวกเราก็ไม่รู้ว่าจะกล่าวถึงพวกเขาเหล่านั้นอย่างไร พระองค์อัลลอฮ์จึงได้ประทานอัลกุรอานอายะห์นี้มาว่า “และอัลลอฮ์นั้นไม่ได้ทำให้การศรัทธาของพวกเจ้าสูญหายไปแต่อย่างใด” (ซูเราะห์อัลบะกอเราะห์ อายะห์ที่ 143)

บุคคอรี/หมวดที่2/บทที่30/ฮะดีษเลขที่ 40

หะดิษมุสลิม ว่าด้วยผู้ที่ปล่อยข่าวลือจะไม่ได้เข้าสวรรค์



عَنْ هَمَّامِ بْنِ الْحَارِثِ، قَالَ كَانَ رَجُلٌ يَنْقُلُ الْحَدِيثَ إِلَى الأَمِيرِ فَكُنَّا جُلُوسًا فِي الْمَسْجِدِ فَقَالَ الْقَوْمُ هَذَا مِمَّنْ يَنْقُلُ الْحَدِيثَ إِلَى الأَمِيرِ ‏.‏ قَالَ فَجَاءَ حَتَّى جَلَسَ إِلَيْنَا ‏.‏ فَقَالَ حُذَيْفَةُ سَمِعْتُ رَسُولَ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم يَقُولُ ‏"‏ لاَ يَدْخُلُ الْجَنَّةَ قَتَّاتٌ ‏"‏ ‏.‏

         
                 ฮัมมาม อิบนุลฮาริส รายงานว่า  มีชายผู้หนึ่งเขาปล่อยข่าวลือในทางเสียหายแก่ผู้ปกครอง, ขณะนั้นพวกเรานั่งอยู่ในมัสยิด ผู้คนต่างวิจารณ์กันว่า ใครเป็นต้นตอปล่อยข่าวลือสร้างความเสียหายให้แก่ผู้ปกครอง เขากล่าวว่า ขณะนั้น (หนึ่งในผู้ปล่อยข่าวลือ) ได้เข้ามานั่งอยู่กับพวกเราด้วย ท่านฮุซัยฟะห์จึงกล่าวว่า ฉันเคยได้ยินท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “ผู้ที่ปล่อยข่าวลือจะไม่ได้เข้าสวรรค์”  

มุสลิม/หมวดที่1/บทที่47/ฮะดีษเลขที่ 0190

วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555

หะดิษบุคอรี ว่าด้วยของที่เก็บได้




عَنْ زَيْدِ بْنِ خَالِدٍ الْجُهَنِيِّ، أَنَّ النَّبِيَّ صلى الله عليه وسلم سَأَلَهُ رَجُلٌ عَنِ اللُّقَطَةِ فَقَالَ ‏"‏ اعْرِفْ وِكَاءَهَا ـ أَوْ قَالَ وِعَاءَهَا ـ وَعِفَاصَهَا، ثُمَّ عَرِّفْهَا سَنَةً، ثُمَّ اسْتَمْتِعْ بِهَا، فَإِنْ جَاءَ رَبُّهَا فَأَدِّهَا إِلَيْهِ ‏"‏‏.‏ قَالَ فَضَالَّةُ الإِبِلِ فَغَضِبَ حَتَّى احْمَرَّتْ وَجْنَتَاهُ ـ أَوْ قَالَ احْمَرَّ وَجْهُهُ ـ فَقَالَ ‏"‏ وَمَا لَكَ وَلَهَا مَعَهَا سِقَاؤُهَا وَحِذَاؤُهَا، تَرِدُ الْمَاءَ، وَتَرْعَى الشَّجَرَ، فَذَرْهَا حَتَّى يَلْقَاهَا رَبُّهَا ‏"‏‏.‏ قَالَ فَضَالَّةُ الْغَنَمِ قَالَ ‏"‏ لَكَ أَوْ لأَخِيكَ أَوْ لِلذِّئْبِ ‏"‏‏.‏  




                เซด บินคอลิด อัลญุฮันนี่ย์ รายงานว่า ชายผู้หนึ่งได้ร้องทุกข์กับท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม เกี่ยวกับของที่เก็บได้ ท่านบอกกับเขาว่า จงแจ้งวัสดุที่ห่อหุ้ม หรือท่านกล่าวว่า ภาชนะที่บรรจุมัน และเชือกหรือสายรัดมัน และประกาศให้ผู้อื่นรู้ปีหนึ่ง แล้วใช้มันให้เป็นประโยชน์ หากผู้เป็นเจ้าของมาถามหาก็คืนมันให้เขาไป เขาถามว่า แล้วอูฐที่พลัดหลงมาละ ? เหตุนี้ทำให้ท่านนบีโกรธจนแก้มของท่านแดง หรือโกรธจนหน้าแดง ท่านตอบว่า  จะไปยุ่งอะไรกับมัน ? เพราะที่ตัวมันมี (ตะโหนก) ที่บรรจุน้ำ และกลีบเท้าของมัน, มันจะหาน้ำและเล็มหญ้าของมันเอง ปล่อยมันจนกว่าเจ้าของจะมาเจอมันเอง เขาถามว่า แล้วแกะหลง (ที่หาเจ้าของไม่เจอ) ละ ? ท่านตอบว่า “มันเป็นสิทธิของเจ้า หรือไม่ก็พี่น้องของเจ้า หรือไม่ก็เป็นของหมาป่า” 


บุคคอรี/หมวดที่3/บทที่28/ฮะดีษเลขที่ 91

หะดิษมุสลิม ว่าด้วยการล้างมือ





وَحَدَّثَنَا قُتَيْبَةُ بْنُ سَعِيدٍ، حَدَّثَنَا الْمُغِيرَةُ، - يَعْنِي الْحِزَامِيَّ - عَنْ أَبِي الزِّنَادِ، عَنِ الأَعْرَجِ، عَنْ أَبِي هُرَيْرَةَ، ح 


                กุตัยบะห์ อิบนุ สะอี๊ด เล่าให้เราฟังว่า อัลมุฆีเราะห์ หมายถึง อัลฮิซามีย์ เล่าให้เราฟังจาก อบีซีนาด จากอัลอะอ์รอจญ์ จากอบีฮุรอยเราะห์.....


 وَحَدَّثَنَا نَصْرُ بْنُ عَلِيٍّ، حَدَّثَنَا عَبْدُ الأَعْلَى، عَنْ هِشَامٍ، عَنْ مُحَمَّدٍ، عَنْ أَبِي هُرَيْرَةَ، ح 


                 นัศร์ อิบนุ อาลี เล่าให้เราฟังว่า อับดุลอะอ์ลา เล่าให้เราฟัง จาก ฮิชาม จากมูฮัมหมัด จากอบีฮุรอยเราะห์.....


 وَحَدَّثَنِي أَبُو كُرَيْبٍ، حَدَّثَنَا خَالِدٌ، - يَعْنِي ابْنَ مَخْلَدٍ - عَنْ مُحَمَّدِ بْنِ جَعْفَرٍ، عَنِ الْعَلاَءِ، عَنْ أَبِيهِ، عَنْ أَبِي هُرَيْرَةَ، ح  


          อบูกุรัยบ์ เล่าให้ฉันฟังว่า คอลิด หมายถึง อิบนุมัคลัด เล่าให้เราฟัง จากมูฮัมหมัด อิบนุ ยะอ์ฟัร จากอัลอะลาอ์ จากพ่อของเขา จาก อบีฮุรอยเราะห์.....


 وَحَدَّثَنَا مُحَمَّدُ بْنُ رَافِعٍ، حَدَّثَنَا عَبْدُ الرَّزَّاقِ، حَدَّثَنَا مَعْمَرٌ، عَنْ هَمَّامِ بْنِ مُنَبِّهٍ، عَنْ أَبِي هُرَيْرَةَ، ح 


                 มูฮัมหมัด อิบนุ รอเฟียะอ์ เล่าให้เราฟังว่า อับดุรรอซาก เล่าให้เราฟังว่า มะอ์มัร เล่าให้เราฟัง จากฮัมมาม อิบนุมุนับบิฮ์ จากอบีฮุรอยเราะห์.....


 وَحَدَّثَنِي مُحَمَّدُ بْنُ حَاتِمٍ، حَدَّثَنَا مُحَمَّدُ بْنُ بَكْرٍ، ح وَحَدَّثَنَا الْحُلْوَانِيُّ، وَابْنُ، رَافِعٍ قَالاَ حَدَّثَنَا عَبْدُ الرَّزَّاقِ، قَالاَ جَمِيعًا أَخْبَرَنَا ابْنُ جُرَيْجٍ، أَخْبَرَنِي زِيَادٌ، أَنَّ ثَابِتًا، مَوْلَى عَبْدِ الرَّحْمَنِ بْنِ زَيْدٍ أَخْبَرَهُ أَنَّهُ، سَمِعَ أَبَا هُرَيْرَةَ، فِي رِوَايَتِهِمْ جَمِيعًا عَنِ النَّبِيِّ صلى الله عليه وسلم بِهَذَا الْحَدِيثِ كُلُّهُمْ يَقُولُ حَتَّى يَغْسِلَهَا ‏.‏ وَلَمْ يَقُلْ وَاحِدٌ مِنْهُمْ ثَلاَثًا ‏.‏ إِلاَّ مَا قَدَّمْنَا مِنْ رِوَايَةِ جَابِرٍ وَابْنِ الْمُسَيَّبِ وَأَبِي سَلَمَةَ وَعَبْدِ اللَّهِ بْنِ شَقِيقٍ وَأَبِي صَالِحٍ وَأَبِي رَزِينٍ فَإِنَّ فِي حَدِيثِهِمْ ذِكْرَ الثَّلاَثِ  


                มูฮัมหมัด อิบนุ ฮาติม เล่าให้ฉันฟังว่า มูฮัมหมัดอิบนุบักร์ เล่าให้เราฟัง.......
                อัลฮุลวานีย์  และอิบนุ รอเฟียะอ์ เล่าให้เราฟัง โดยกล่าวว่า อับดุรรอซาก เล่าให้เราฟัง ทั้งสองกล่าวว่า อิบนุญุรอยฮ์ บอกกับเราว่า ซิยาด บอกกับฉันว่า แท้จริงซาบิต คนรับใช้ของ อับดุลเราะห์มาน อิบนุ ซัยด์ บอกกับเขาว่า, เขาได้ยินอบูฮุรอยเราะห์.....
                ในสายรายงานทั้งหมดนี้ อ้างถึงท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม โดยมีคำรายงานตรงกันว่า ท่านนบีกล่าวว่า “จนกว่าเขาจะล้างมือ” แต่ไม่มีรายงานใดเลยจากข้างต้นนี้ที่ระบุว่า ท่านนบีให้ล้างมือก่อนสามครั้ง นอกในรายงานก่อนหน้านี้ (ซึ่งอ้างถึงอบูฮุรอยเราะห์ ถึงท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม )จากญาบิร,สะอี๊ด อิบนุ มุซัยยับ,อบีสะละมะห์, อับดุลลอฮ์ อิบนุซะกี๊ก, อบีซอและห์,และอบีรอซีน ซึ่งในรายงานเหล่านี้ระบุว่า ท่านนบีให้ล้างมือก่อนสามครั้ง (ดูฮะดีษในหมวดนี้เลขที่  0541, 0542, 0543, 0544)

มุสลิม/หมวดที่2/บทที่26/ฮะดีษเลขที่ 0545