หะดิษ

หะดิษ
หะดิษต่างๆ

วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555

หะดิษมุสลิม ว่าด้วย อัลลอฮ์จะห้ามไฟนรกไม่ให้สัมผัส





عَنْ عُبَادَةَ بْنِ الصَّامِتِ، أَنَّهُ قَالَ دَخَلْتُ عَلَيْهِ وَهُوَ فِي الْمَوْتِ فَبَكَيْتُ فَقَالَ مَهْلاً لِمَ تَبْكِي فَوَاللَّهِ لَئِنِ اسْتُشْهِدْتُ لأَشْهَدَنَّ لَكَ وَلَئِنْ شُفِّعْتُ لأَشْفَعَنَّ لَكَ وَلَئِنِ اسْتَطَعْتُ لأَنْفَعَنَّكَ ثُمَّ قَالَ وَاللَّهِ مَا مِنْ حَدِيثٍ سَمِعْتُهُ مِنْ رَسُولِ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم لَكُمْ فِيهِ خَيْرٌ إِلاَّ حَدَّثْتُكُمُوهُ إِلاَّ حَدِيثًا وَاحِدًا وَسَوْفَ أُحَدِّثُكُمُوهُ الْيَوْمَ وَقَدْ أُحِيطَ بِنَفْسِي سَمِعْتُ رَسُولَ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم يَقُولُ ‏"‏ مَنْ شَهِدَ أَنْ لاَ إِلَهَ إِلاَّ اللَّهُ وَأَنَّ مُحَمَّدًا رَسُولُ اللَّهِ حَرَّمَ اللَّهُ عَلَيْهِ النَّارَ ‏"‏ ‏.‏ 





                อัศซุนาบิฮีย์ รายงานจาก อุบาดะห์ บินอัศซอมิต โดยกล่าวว่า ฉันไปเยี่ยมเขา (อุบาดะห์) ขณะที่เขาเจ็บหนัก แล้วฉันก็ร้องไห้  เขากล่าวว่า สักครู่เถอะ ร้องไห้ทำไม ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ว่า ถ้าฉันถูกร้องขอให้เป็นพยานละก็ ฉันจะเป็นพยานให้ท่านอย่างแน่นอน  ถ้าฉันถูกขอให้ช่วยเหลือ ฉันก็จะช่วยเหลือท่านอย่างแน่นอน  และหากฉันมีความสามารถฉันก็จะทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่ท่าน  เขากล่าวต่อไปว่า ขอสาบานต่ออัลลอฮ์  ไม่มีฮะดีษบทใดที่ฉันเคยได้ยินจากปากของท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ที่จะดียิ่ง นอกจากฉันได้บอกแก่พวกท่านหมดแล้ว นอกจากฮะดีษบทเดียว ที่ฉันจะเล่าให้พวกท่านฟังในวันนี้  ก่อนที่ฉันจะสิ้นลม 



                ฉันเคยได้ยินท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า  “ผู้ใดที่ปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และมูฮัมหมัดคือศาสนทูตของอัลลอฮ์, พระองค์อัลลอฮ์จะห้ามไฟนรกไม่ให้สัมผัสเขา“

มุสลิม/หมวดที่1/บทที่12/ฮะดีษเลขที่ 0045

วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2555

หะดิาบุคอรี ว่าด้วยที่เป็นความดีที่แท้จริง




وَقَوْلِ اللَّهِ تَعَالَى ‏{‏لَيْسَ الْبِرَّ أَنْ تُوَلُّوا وُجُوهَكُمْ قِبَلَ الْمَشْرِقِ وَالْمَغْرِبِ وَلَكِنَّ الْبِرَّ مَنْ آمَنَ بِاللَّهِ وَالْيَوْمِ الآخِرِ وَالْمَلاَئِكَةِ وَالْكِتَابِ وَالنَّبِيِّينَ وَآتَى الْمَالَ عَلَى حُبِّهِ ذَوِي الْقُرْبَى وَالْيَتَامَى وَالْمَسَاكِينَ وَابْنَ السَّبِيلِ وَالسَّائِلِينَ وَفِي الرِّقَابِ وَأَقَامَ الصَّلاَةَ وَآتَى الزَّكَاةَ وَالْمُوفُونَ بِعَهْدِهِمْ إِذَا عَاهَدُوا وَالصَّابِرِينَ فِي الْبَأْسَاءِ وَالضَّرَّاءِ وَحِينَ الْبَأْسِ أُولَئِكَ الَّذِينَ صَدَقُوا وَأُولَئِكَ هُمُ الْمُتَّقُونَ‏}‏‏.‏ وَقَوْلِهِ ‏{‏قَدْ أَفْلَحَ الْمُؤْمِنُونَ‏}‏ الآيَةَ‏.‏






                   ด้วยคำดำรัสของพระองค์อัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงส่งที่ว่า “หาใช่เป็นความดีแต่อย่างใดในการที่พวกเจ้าหันหน้าของพวกเจ้าไปทางทิศตะวันออกหรือทิศตะวันตก แต่ทว่าความดีนั้นคือผู้ที่ศรัทธาต่อัลลอฮ์,และวันปรโลก, ศัทธาต่อมะลาอิกะห์, ต่อคัมภีร์,และบรรดานบี อีกทั้งบริจาคทรัพย์ในขณะที่เขามีความรักในทรัพย์นั้น ให้แก่บรรดาญาติสนิท,บรรดาเด็กกำพร้า,บรรดาผู้ขัดสน,ผู้พลัดถิ่น, และแก่บรรดาผู้ร้องขอ และเพื่อการไถ่ทาส โดยที่เขาดำรงละหมาด,บริจาคซะกาต


                "และบรรดาผู้รักษาสัญญาของเขาอย่างครบถ้วนเมื่อพวกเขาได้ให้คำมั่นสัญญา และบรรดาผู้อดทนในยามวิกฤติ,ในภาวะขับขัน และขณะเผชิญหน้ากับศัตรูในศึกสงคราม, พวกเขานี่แหละคือผู้สัตย์จริง และพวกเขาเหล่านี้คือผู้ยำเกรง "(ซูเราะห์อัลบะกอเราะห์ อายะห์ที่ 177)


               แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาได้ประสพชัยชนแล้ว  (ซูเราะห์อัลมุอ์มีนูน อายะห์ที่ 1) 

บุคคอรี/หมวดที่2/บทที่3/คำนำ

หะดิษบุคอรี ว่าด้วยหลักปฏิบัติอิสลาม



عَنِ ابْنِ عُمَرَ ـ رضى الله عنهما ـ قَالَ قَالَ رَسُولُ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم ‏"‏ بُنِيَ الإِسْلاَمُ عَلَى خَمْسٍ شَهَادَةِ أَنْ لاَ إِلَهَ إِلاَّ اللَّهُ وَأَنَّ مُحَمَّدًا رَسُولُ اللَّهِ، وَإِقَامِ الصَّلاَةِ، وَإِيتَاءِ الزَّكَاةِ، وَالْحَجِّ، وَصَوْمِ رَمَضَانَ ‏"‏‏.‏ 


                อับดุลลอฮ์ อิบนิอุมัร (ขออัลลอฮ์ทรงพอพระทัยต่อท่านทั้งสองด้วยเถิด) รายงานว่า ท่านรอซูลุ้ลลอฮฺ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า

                อิสลามวางอยู่บนฐานรากห้าประการคือ (1) การปฏิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใด (ที่ควรแก่การสักการะ) นอกจากพระองค์อัลลอฮ์ และมูฮัมหมัดคือศาสนทูตของอัลลอฮ์ และ (2) การดำรงละหมาด (3) การจ่ายซะกาต (4) การทำฮัจญ์  และ (5) การถือศีลอดเดือนรอมฏอน


บุคคอรี/หมวดที่2/บทที่2/ฮะดีษเลขที่8

วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2555

หะดิษบุคอรี ว่าด้วยการอาบน้ำละหมาดและขอดุอาอ์ก่อนนอน




عَنِ الْبَرَاءِ بْنِ عَازِبٍ، قَالَ قَالَ النَّبِيُّ صلى الله عليه وسلم ‏"‏ إِذَا أَتَيْتَ مَضْجَعَكَ فَتَوَضَّأْ وُضُوءَكَ لِلصَّلاَةِ، ثُمَّ اضْطَجِعْ عَلَى شِقِّكَ الأَيْمَنِ، ثُمَّ قُلِ اللَّهُمَّ أَسْلَمْتُ وَجْهِي إِلَيْكَ، وَفَوَّضْتُ أَمْرِي إِلَيْكَ، وَأَلْجَأْتُ ظَهْرِي إِلَيْكَ، رَغْبَةً وَرَهْبَةً إِلَيْكَ، لاَ مَلْجَأَ وَلاَ مَنْجَا مِنْكَ إِلاَّ إِلَيْكَ، اللَّهُمَّ آمَنْتُ بِكِتَابِكَ الَّذِي أَنْزَلْتَ، وَبِنَبِيِّكَ الَّذِي أَرْسَلْتَ‏.‏ فَإِنْ مُتَّ مِنْ لَيْلَتِكَ فَأَنْتَ عَلَى الْفِطْرَةِ، وَاجْعَلْهُنَّ آخِرَ مَا تَتَكَلَّمُ بِهِ ‏"‏‏.‏ قَالَ فَرَدَّدْتُهَا عَلَى النَّبِيِّ صلى الله عليه وسلم فَلَمَّا بَلَغْتُ ‏"‏ اللَّهُمَّ آمَنْتُ بِكِتَابِكَ الَّذِي أَنْزَلْتَ ‏"‏‏.‏ قُلْتُ وَرَسُولِكَ‏.‏ قَالَ ‏"‏ لاَ، وَنَبِيِّكَ الَّذِي أَرْسَلْتَ ‏"‏‏ 


                อัลบัรรออ์ บินอาซิบ รายงานว่า ท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “เมื่อใดก็ตามที่เจ้าจะไปยังที่นอนของเจ้า ก็จงอาบน้ำละหมาดเหมือนกับอาบน้ำละหมาดเพื่อจะละหมาด, และจงเริ่มนอนด้วยการตะแคงด้านขวา หลังจากนั้นก็กล่าว (ดุอาอ์) ต่อไปนี้




اللَّهُمَّ أَسْلَمْتُ وَجْهِي إِلَيْكَ، وَفَوَّضْتُ أَمْرِي إِلَيْكَ، وَأَلْجَأْتُ ظَهْرِي إِلَيْكَ، رَغْبَةً وَرَهْبَةً إِلَيْكَ، لاَ مَلْجَأَ وَلاَ مَنْجَا مِنْكَ إِلاَّ إِلَيْكَ، اللَّهُمَّ آمَنْتُ بِكِتَابِكَ الَّذِي أَنْزَلْتَ، وَبِنَبِيِّكَ الَّذِي أَرْسَلْتَ‏.‏ فَإِنْ مُتَّ مِنْ لَيْلَتِكَ فَأَنْتَ عَلَى الْفِطْرَةِ، وَاجْعَلْهُنَّ آخِرَ مَا تَتَكَلَّمُ بِهِ 


                เขากล่าวว่า ฉันได้ทวนข้อความนี้กับท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม และเมื่อฉันอ่านมาถึงประโยคที่ว่า    اللَّهُمَّ آمَنْتُ بِكِتَابِكَ الَّذِي أَنْزَلْتَ  ฉันกล่าวต่อด้วยคำว่า    وَرَسُولِكَ   ท่านนบีกล่าวว่า ไม่ใช่  ที่ถูกต้องคือคำนี้     وَنَبِيِّكَ الَّذِي أَرْسَلْتَ 



บุคคอรี/หมวดที่4/บทที่75/ฮะดีษเลขที่ 246

หะดิษบุคอรี ว่าด้วยรอยประทับของการเป็นนบี



عَنِ الْجَعْدِ، قَالَ سَمِعْتُ السَّائِبَ بْنَ يَزِيدَ، يَقُولُ ذَهَبَتْ بِي خَالَتِي إِلَى النَّبِيِّ صلى الله عليه وسلم فَقَالَتْ يَا رَسُولَ اللَّهِ، إِنَّ ابْنَ أُخْتِي وَجِعٌ‏.‏ فَمَسَحَ رَأْسِي وَدَعَا لِي بِالْبَرَكَةِ، ثُمَّ تَوَضَّأَ فَشَرِبْتُ مِنْ وَضُوئِهِ، ثُمَّ قُمْتُ خَلْفَ ظَهْرِهِ، فَنَظَرْتُ إِلَى خَاتَمِ النُّبُوَّةِ بَيْنَ كَتِفَيْهِ مِثْلِ زِرِّ الْحَجَلَةِ‏.‏ 




                 อัลญะอด์ รายงานว่า ฉันเคยได้ยิน อัสซาอิบ อิบนุ ยะซีด กล่าวว่า น้าสาวของฉันได้พาฉันไปหาท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม แล้วกล่าวว่า โอ้ศาสนทูตของอัลลอฮ์ ลูกของพี่สาวฉันคนนี้เป็นโรคปวดขา ดังนั้นท่านได้เอามือของท่านลูบศีรษะฉันและขอดุอาอ์ให้ฉันมีความจำเริญ หลังจากนั้นท่านก็อาบน้ำละหมาด แล้วฉันก็ดื่มน้ำที่เหลือจากน้ำละหมาดนั้น แล้วลุกขึ้นยืนทางด้านหลังของท่าน ฉันจึงได้เห็นรอยประทับของการเป็นนบีระหว่างบ่าทั้งสองของท่าน มันเหมือนกับหัวน๊อตของเต็นท์ (บางท่านอธิบายว่า เหมือนไข่นกกระทา)

บุคคอรี/หมวดที่4/บทที่41/ฮะดีษเลขที่ 190

หะดิษมุสลิม ว่าด้วยคำวิงวอนจะถูกตอบรับกราบใดไม่นำสิ่งใดมาเป็นภาคีต่ออัลลอฮ์




عَنْ أَبِي هُرَيْرَةَ، قَالَ قَالَ رَسُولُ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم ‏"‏ لِكُلِّ نَبِيٍّ دَعْوَةٌ مُسْتَجَابَةٌ فَتَعَجَّلَ كُلُّ نَبِيٍّ دَعْوَتَهُ وَإِنِّي اخْتَبَأْتُ دَعْوَتِي شَفَاعَةً لأُمَّتِي يَوْمَ الْقِيَامَةِ فَهِيَ نَائِلَةٌ إِنْ شَاءَ اللَّهُ مَنْ مَاتَ مِنْ أُمَّتِي لاَ يُشْرِكُ بِاللَّهِ شَيْئًا ‏"‏  




                อบูฮุรอยเราะห์ รายงานว่า ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “ทุกนบีนั้น การวิงวอนของจะถูกตอบรับ ดังนั้นบรรดานบีจึงต่างรีบร้อนขอดุอาอ์กัน  แต่ฉันปรารถนาจะสงวนคำวิงวอนของฉันไว้ เพื่อให้คำวิงวอนนั้นมีผลต่อการขอความช่วยเหลือประชาชาติของฉันในวันกิยามะห์  ซึ่งมันจะถูกตอบรับ หากพระองค์อัลลอฮ์ทรงประสงค์ คือผู้ใดในหมู่ประชาชาติของฉันที่เสียชีวิตโดยไม่นำสิ่งใดมาเป็นภาคีต่ออัลลอฮ์”

มุสลิม/หมวดที่1/บทที่88/ฮะดีษเลขที่ 0389

หะดิษมุสลิม ว่าด้วยเหตุการณ์อิสรอ-เมียะรอจ




عَنْ أَنَسِ بْنِ مَالِكٍ، أَنَّ رَسُولَ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم قَالَ ‏"‏ أُتِيتُ بِالْبُرَاقِ - وَهُوَ دَابَّةٌ أَبْيَضُ طَوِيلٌ فَوْقَ الْحِمَارِ وَدُونَ الْبَغْلِ يَضَعُ حَافِرَهُ عِنْدَ مُنْتَهَى طَرْفِهِ - قَالَ فَرَكِبْتُهُ حَتَّى أَتَيْتُ بَيْتَ الْمَقْدِسِ - قَالَ - فَرَبَطْتُهُ بِالْحَلْقَةِ الَّتِي يَرْبِطُ بِهِ الأَنْبِيَاءُ - قَالَ - ثُمَّ دَخَلْتُ الْمَسْجِدَ فَصَلَّيْتُ فِيهِ رَكْعَتَيْنِ ثُمَّ خَرَجْتُ فَجَاءَنِي جِبْرِيلُ - عَلَيْهِ السَّلاَمُ - بِإِنَاءٍ مِنْ خَمْرٍ وَإِنَاءٍ مِنْ لَبَنٍ فَاخْتَرْتُ اللَّبَنَ فَقَالَ جِبْرِيلُ صلى الله عليه وسلم اخْتَرْتَ الْفِطْرَةَ ‏.‏ ثُمَّ عَرَجَ بِنَا إِلَى السَّمَاءِ فَاسْتَفْتَحَ جِبْرِيلُ فَقِيلَ مَنْ أَنْتَ قَالَ جِبْرِيلُ ‏.‏ قِيلَ وَمَنْ مَعَكَ قَالَ مُحَمَّدٌ ‏.‏ قِيلَ وَقَدْ بُعِثَ إِلَيْهِ قَالَ قَدْ بُعِثَ إِلَيْهِ ‏.‏ فَفُتِحَ لَنَا فَإِذَا أَنَا بِآدَمَ فَرَحَّبَ بِي وَدَعَا لِي بِخَيْرٍ ‏.‏ ثُمَّ عَرَجَ بِنَا إِلَى السَّمَاءِ الثَّانِيَةِ فَاسْتَفْتَحَ جِبْرِيلُ عَلَيْهِ السَّلاَمُ ‏.‏ فَقِيلَ مَنْ أَنْتَ قَالَ جِبْرِيلُ ‏.‏ قِيلَ وَمَنْ مَعَكَ قَالَ مُحَمَّدٌ ‏.‏ قِيلَ وَقَدْ بُعِثَ إِلَيْهِ قَالَ قَدْ بُعِثَ إِلَيْهِ ‏.‏ فَفُتِحَ لَنَا فَإِذَا أَنَا بِابْنَىِ الْخَالَةِ عِيسَى ابْنِ مَرْيَمَ وَيَحْيَى بْنِ زَكَرِيَّاءَ صَلَوَاتُ اللَّهِ عَلَيْهِمَا فَرَحَّبَا وَدَعَوَا لِي بِخَيْرٍ ‏.‏ ثُمَّ عَرَجَ بِي إِلَى السَّمَاءِ الثَّالِثَةِ فَاسْتَفْتَحَ جِبْرِيلُ ‏.‏ فَقِيلَ مَنْ أَنْتَ قَالَ جِبْرِيلُ ‏.‏ قِيلَ وَمَنْ مَعَكَ قَالَ مُحَمَّدٌ صلى الله عليه وسلم ‏.‏ قِيلَ وَقَدْ بُعِثَ إِلَيْهِ قَالَ قَدْ بُعِثَ إِلَيْهِ ‏.‏ فَفُتِحَ لَنَا فَإِذَا أَنَا بِيُوسُفَ صلى الله عليه وسلم إِذَا هُوَ قَدْ أُعْطِيَ شَطْرَ الْحُسْنِ فَرَحَّبَ وَدَعَا لِي بِخَيْرٍ ‏.‏ ثُمَّ عَرَجَ بِنَا إِلَى السَّمَاءِ الرَّابِعَةِ فَاسْتَفْتَحَ جِبْرِيلُ - عَلَيْهِ السَّلاَمُ - قِيلَ مَنْ هَذَا قَالَ جِبْرِيلُ ‏.‏ قِيلَ وَمَنْ مَعَكَ قَالَ مُحَمَّدٌ ‏.‏ قَالَ وَقَدْ بُعِثَ إِلَيْهِ قَالَ قَدْ بُعِثَ إِلَيْهِ ‏.‏ فَفُتِحَ لَنَا فَإِذَا أَنَا بِإِدْرِيسَ فَرَحَّبَ وَدَعَا لِي بِخَيْرٍ قَالَ اللَّهُ عَزَّ وَجَلَّ ‏{‏ وَرَفَعْنَاهُ مَكَانًا عَلِيًّا‏}‏ ثُمَّ عَرَجَ بِنَا إِلَى السَّمَاءِ الْخَامِسَةِ فَاسْتَفْتَحَ جِبْرِيلُ ‏.‏ قِيلَ مَنْ هَذَا قَالَ جِبْرِيلُ ‏.‏ قِيلَ وَمَنْ مَعَكَ قَالَ مُحَمَّدٌ ‏.‏ قِيلَ وَقَدْ بُعِثَ إِلَيْهِ قَالَ قَدْ بُعِثَ إِلَيْهِ ‏.‏ فَفُتِحَ لَنَا فَإِذَا أَنَا بِهَارُونَ صلى الله عليه وسلم فَرَحَّبَ وَدَعَا لِي بِخَيْرٍ ‏.‏ ثُمَّ عَرَجَ بِنَا إِلَى السَّمَاءِ السَّادِسَةِ فَاسْتَفْتَحَ جِبْرِيلُ عَلَيْهِ السَّلاَمُ ‏.‏ قِيلَ مَنْ هَذَا قَالَ جِبْرِيلُ ‏.‏ قِيلَ وَمَنْ مَعَكَ قَالَ مُحَمَّدٌ ‏.‏ قِيلَ وَقَدْ بُعِثَ إِلَيْهِ قَالَ قَدْ بُعِثَ إِلَيْهِ ‏.‏ فَفُتِحَ لَنَا فَإِذَا أَنَا بِمُوسَى صلى الله عليه وسلم فَرَحَّبَ وَدَعَا لِي بِخَيْرٍ ‏.‏ ثُمَّ عَرَجَ بِنَا إِلَى السَّمَاءِ السَّابِعَةِ فَاسْتَفْتَحَ جِبْرِيلُ فَقِيلَ مَنْ هَذَا قَالَ جِبْرِيلُ ‏.‏ قِيلَ وَمَنْ مَعَكَ قَالَ مُحَمَّدٌ صلى الله عليه وسلم ‏.‏ قِيلَ وَقَدْ بُعِثَ إِلَيْهِ قَالَ قَدْ بُعِثَ إِلَيْهِ ‏.‏ فَفُتِحَ لَنَا فَإِذَا أَنَا بِإِبْرَاهِيمَ صلى الله عليه وسلم مُسْنِدًا ظَهْرَهُ إِلَى الْبَيْتِ الْمَعْمُورِ وَإِذَا هُوَ يَدْخُلُهُ كُلَّ يَوْمٍ سَبْعُونَ أَلْفَ مَلَكٍ لاَ يَعُودُونَ إِلَيْهِ ثُمَّ ذَهَبَ بِي إِلَى السِّدْرَةِ الْمُنْتَهَى وَإِذَا وَرَقُهَا كَآذَانِ الْفِيَلَةِ وَإِذَا ثَمَرُهَا كَالْقِلاَلِ - قَالَ - فَلَمَّا غَشِيَهَا مِنْ أَمْرِ اللَّهِ مَا غَشِيَ تَغَيَّرَتْ فَمَا أَحَدٌ مِنْ خَلْقِ اللَّهِ يَسْتَطِيعُ أَنْ يَنْعَتَهَا مِنْ حُسْنِهَا ‏.‏ فَأَوْحَى اللَّهُ إِلَىَّ مَا أَوْحَى فَفَرَضَ عَلَىَّ خَمْسِينَ صَلاَةً فِي كُلِّ يَوْمٍ وَلَيْلَةٍ فَنَزَلْتُ إِلَى مُوسَى صلى الله عليه وسلم فَقَالَ مَا فَرَضَ رَبُّكَ عَلَى أُمَّتِكَ قُلْتُ خَمْسِينَ صَلاَةً ‏.‏ قَالَ ارْجِعْ إِلَى رَبِّكَ فَاسْأَلْهُ التَّخْفِيفَ فَإِنَّ أُمَّتَكَ لاَ يُطِيقُونَ ذَلِكَ فَإِنِّي قَدْ بَلَوْتُ بَنِي إِسْرَائِيلَ وَخَبَرْتُهُمْ ‏.‏ قَالَ فَرَجَعْتُ إِلَى رَبِّي فَقُلْتُ يَا رَبِّ خَفِّفْ عَلَى أُمَّتِي ‏.‏ فَحَطَّ عَنِّي خَمْسًا فَرَجَعْتُ إِلَى مُوسَى فَقُلْتُ حَطَّ عَنِّي خَمْسًا ‏.‏ قَالَ إِنَّ أُمَّتَكَ لاَ يُطِيقُونَ ذَلِكَ فَارْجِعْ إِلَى رَبِّكَ فَاسْأَلْهُ التَّخْفِيفَ ‏.‏ - قَالَ - فَلَمْ أَزَلْ أَرْجِعُ بَيْنَ رَبِّي تَبَارَكَ وَتَعَالَى وَبَيْنَ مُوسَى - عَلَيْهِ السَّلاَمُ - حَتَّى قَالَ يَا مُحَمَّدُ إِنَّهُنَّ خَمْسُ صَلَوَاتٍ كُلَّ يَوْمٍ وَلَيْلَةٍ لِكُلِّ صَلاَةٍ عَشْرٌ فَذَلِكَ خَمْسُونَ صَلاَةً ‏.‏ وَمَنْ هَمَّ بِحَسَنَةٍ فَلَمْ يَعْمَلْهَا كُتِبَتْ لَهُ حَسَنَةً فَإِنْ عَمِلَهَا كُتِبَتْ لَهُ عَشْرًا وَمَنْ هَمَّ بِسَيِّئَةٍ فَلَمْ يَعْمَلْهَا لَمْ تُكْتَبْ شَيْئًا فَإِنْ عَمِلَهَا كُتِبَتْ سَيِّئَةً وَاحِدَةً - قَالَ - فَنَزَلْتُ حَتَّى انْتَهَيْتُ إِلَى مُوسَى صلى الله عليه وسلم فَأَخْبَرْتُهُ فَقَالَ ارْجِعْ إِلَى رَبِّكَ فَاسْأَلْهُ التَّخْفِيفَ ‏.‏ فَقَالَ رَسُولُ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم فَقُلْتُ قَدْ رَجَعْتُ إِلَى رَبِّي حَتَّى اسْتَحْيَيْتُ مِنْهُ ‏"‏ 


                 อนัส บินมาลิก รายงานว่า ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า บุร๊อก ได้ถูกนำมาให้ฉัน มันเป็นสัตว์สีขาว มีลำตัวยาว ขนาดใหญ่กว่าลาแต่เล็กกว่าล่อ  มันจะเก็บขาของมันไว้ด้านหลังจนมองไม่เห็น ท่านเล่าต่อไปว่า ฉันได้ขี่มันมาจนกระทั่งมันพาฉันมาถึงบัยตุ้ลมักดิส แล้วฉันก็ผูกมันไว้เสาประตูด้านหน้ามัสยิด ตรงที่บรรดานบีก่อนหน้านี้ได้กระทำ หลังจากนั้นฉันก็เข้าไปในมัสยิด และได้ละหมาด (ซุนนะห์) สองรอกอะห์ แล้วฉันก็ออกมา โดยที่ญีบรีล อลัยฮิสสลาม ได้นำภาชนะใส่น้ำเมา และภาชนะใส่นมมาให้ฉัน แต่ฉันเลือกหยิบภาชนะที่ใส่นม ญิบรีล ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม จึงได้กล่าวว่า ท่านได้เลือกเอาความบริสุทธิ์
                หลังจากนั้นเขาก็พาเราขึ้นไปบนฟ้า โดยที่ญีบรีลขอให้เปิดประตูฟ้า จึงมีเสียงถามว่า เจ้าเป็นใคร เขาตอบว่า ญีบรีล แล้วมีเสียงถามอีกว่า ใครมากับท่าน เขาตอบว่า มูฮัมหมัด เสียงนั้นถามต่อว่า เขาถูกเชิญมาหรือ  เขาตอบว่า ใช่เขาถูกเชิญมา ดังนั้นประตูฟ้าจึงถูกเปิดออกให้เรา ทันใดนั้นฉันได้พบกับนบีอาดัม ซึ่งท่านได้ต้อนรับฉันและขอดุอาอ์ในสิ่งที่ดีให้แก่ฉัน 
               หลังจากนั้นเขาพาเราขึ้นไปยังฟ้าชั้นที่สอง โดยญีบรีล อลัยฮิสสลาม ได้ขอให้เปิดประตู จึงมีเสียงถามว่า ท่านเป็นใคร เขาตอบว่า ญีบรีล แล้วมีเสียงถามอีกว่า ใครมากับท่าน เขาตอบว่า มูฮัมหมัด เสียงนั้นถามต่อว่า เขาถูกเชิญมาหรือ เขาตอบว่า ใช่ เขาถูกเชิญมา ดังนั้นประตูฟ้าจึงถูกเปิดให้เรา ทันใดนั้นฉันได้พบลูกพี่ลูกน้องทั้งสองคืออีซา บุตรของมัรยำ และนบียะห์ยา บุตรของนบีซะกะรียา ขออัลลอฮ์ทรงให้พรแก่ท่านทั้งสองด้วยเถิด ซึ่งท่านทั้งสองได้ต้อนรับและขอดุอาอ์ในสิ่งที่ดีให้แก่ฉัน
               จากนั้นเขาพาเราขึ้นไปยังฟ้าชั้นที่สาม โดยญีบรีล ขอให้เปิดประตู จึงมีเสียงถามว่า ท่านเป็นใคร เขาตอบว่า ญิบรีล เสียงนั้นถามอีกว่า ใครมากับท่าน เขาตอบว่า มูฮัมหมัด ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม เสียงนั้นถามต่อว่า เขาถูกเชิญมาหรือ เขาตอบว่า ใช่ เขาถูกเชิญมา ดังนั้นประตูฟ้าจึงถูกเปิดให้เรา ทันใดนั้นฉันก็พบนบียูซุบ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ว่าท่านได้รับครึ่งหนึ่งของความงดงามของโลกนี้ ท่านได้ต้อนรับฉันและขอดุอาอ์ในสิ่งที่ดีให้แก่ฉัน
               ต่อจากนั้นเขาก็พาเราไปยังฟ้าชั้นที่สี่ โดยญีรีล อลัยฮิสสลาม ได้ขอให้เปิดประตู จึงมีเสียงถามว่า ท่านเป็นใคร เขาตอบว่า ญิบรีล เสียงนั้นถามอีกว่า ใครมากับท่าน เขาตอบว่า มูอัมหมัด  เสียงนั้นถามต่อว่า เขาถูกเชิญมาหรือ เขาตอบว่า ใช่ เขาถูกเชิญมา ดังนั้นประตูฟ้าจึงถูกเปิดให้เรา ทันใดนั้นฉันได้พบนบีอิดรีส ซึ่งท่านให้การต้อนรับและขอดุอาอ์ในสิ่งที่ดีให้แก่ฉัน  ซึ่งพระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงตรัส (เกี่ยวกับท่าน) ว่า  “เราได้ยกเขา (นบีอิดรีส) ในตำแหน่งที่สูง” (ซูเราะห์มัรยำ อายะห์ที่ 57)
               หลังจากนั้นเขาก็พาเราขึ้นไปยังฟ้าชั้นที่ห้า  โดยญีบรีลขอให้เปิดประตู จึงมีเสียงถามว่า ท่านเป็นใคร เขาตอบว่า ญีบรีล เสียงนั้นถามอีกว่า ใครมากับท่าน เขาตอบว่า มูฮัมหมัด เสียงนั้นถามต่อว่า เขาถูกเชิญมาหรือ เขาตอบว่า ใช่ เขาถูกเชิญมา ดังนั้นประตูฟ้าจึงถูกเปิดให้เรา ทันใดนั้นฉันได้พบกับนบีฮารูณ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ซึ่งท่านได้ต้อนรับ และขอดุอาอ์ในสิ่งที่ดีให้แก่ฉัน
แล้วเขาก็พาเราขึ้นไปยังฟ้าชั้นที่หก โดยญิบรีล อลัยฮิสสลาม ได้ขอให้เปิดประตู จึงมีเสียงถามว่า ท่านเป็นใคร เขาตอบว่า ญิบรีล เสียงนั้นถามอีกว่า ใครมากับท่าน เขาตอบว่า มูฮัมหมัด เสียงนั้นถามต่อว่า เขาถูกเชิญมาหรือ เขาตอบว่า ใช่ เขาถูกเชิญมา ดังนั้นประตูฟ้าจึงถูกเปิดให้เรา ทันใดนั้นฉันก็พบกับนบีมูซา ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม  ซึ่งท่านได้ต้อนรับ และขอดุอาอ์ในสิ่งที่ดีให้ฉัน
               ต่อมาเขาพาฉันขึ้นไปบนฟ้าชั้นที่เจ็ด โดยญิบรีล อลัยฮิสสลาม ได้ขอให้เปิดประตู จึงมีเสียงถามว่า ท่านเป็นใคร เขาตอบว่า ญิบรีล  เสียงนั้นถามอีกว่า ใครมากับท่าน เขาตอบว่า มูฮัมหมัด เสียงนั้นถามต่อว่า เขาถูกเชิญมาหรือ เขาตอบว่า ใช่ เขาถูกเชิญมา ดั้งนั้นประตูฟ้าจึงถูกเปิดให้เรา ทันใดนั้นฉันก็พบนบีอิบรอฮีม ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม กำลังเอนกายพิงอยู่ที่ “บัยติ้ลมะอ์มูร” ( คฤหาสที่โอ่โถงและสวยงาม) ที่นั่นจะมีมะลาอิกะห์ 70,000 องค์เข้าไปเป็นประจำทุกวันโดยเมื่อกลับออกมาแล้วก็จะไม่เข้าไปที่นั่นอีกเลย
               หลังจากนั้นเขาก็พาฉันไปยัง “ซิดร่อตุ้ลมุนตะฮา” (ที่สถิตย์ของต้นไม้ชนิดหนึ่ง) ที่ใบของมันเหมือนหูช้าง และผลของมันเหมือนหม้อดินเผาใบใหญ่  โดยมีแสงเรืองรองแผ่กระจายปกคุลมไปทั่วจากคำสั่งของอัลลอฮ์ และเมื่อมันแผ่ปกคลุมสิ่งใด สิ่งนั้นนั้นก็จะเปลี่ยนไป,  จึงเป็นความสวยสดงดงามที่ไม่มีผู้ใดสามารถสาธยายได้ถึงการสรรสร้างของอัลลอฮ์
              แล้วพระองค์อัลลอฮ์ได้ทรงวะฮีย์ให้แก่ฉันว่า พระองค์ทรงกำหนดการละหมาดในวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ห้าสิบเวลา หลังจากนั้นฉันก็ลงมาที่มูซา ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ท่านกล่าวว่า องค์อภิบาลของเจ้าบัญญัติเรื่องใดให้แก่ประชาชาติของเจ้า ฉันตอบว่า พระองค์บัญญัติการละหมาดห้าสิบเวลา ท่านกล่าวว่า เจ้าจงกลับไปยังองค์อภิบาลของเจ้าเถิด และขอลดหย่อนต่อพระองค์ เพราะประชาชาติของเจ้าย่อมไม่สามารถปฏิบัติได้ครบถ้วน  และฉันเองก็เคยทดสอบและฝึกฝนชาวบะนีอิสรออีลมาแล้ว (และพบว่าพวกเขาอ่อนแอมากเกินกว่าที่จะรับภาระหนักเช่นนั้นได้) ท่านนบีกล่าวว่า ฉันจึงได้กลับไปยังองค์อภิบาลของฉัน โดยร้องขอว่า โอ้องค์อภิบาลของฉันได้โปรดลดหย่อนแก่ประชาชาติของฉันด้วยเถิด ดังนั้นพระองค์จึงทรงลดหย่อนให้แก่ฉันเหลือเพียงห้าเวลา หลังจากนั้นฉันก็กลับมาที่นบีมูซา แล้วกล่าวกับท่านว่า พระองค์ทรงลดหย่อนให้แก่ฉันเหลือเพียงห้าเวลา ท่านกล่าวว่า ประชาชาติของเจ้าจะไม่สามารถรับภาระนี้ จงกลับไปยังองค์อภิบาลของเจ้าอีกครั้งเถิด แล้วขอลดหย่อนต่อพระองค์อีก ดังนั้นฉันจึงเทียวไปเทียวมาระหว่างองค์อภิบาลของฉันผู้ทรงจำเริญและสูงส่ง กับนบีมูซา อลัยฮิสสลาม  จนกระทั่งพระองค์ทรงตรัสว่า โอ้มูฮัมหมัดเอ๋ย การละหมาดห้าเวลาในวันหนึ่งกับคืนหนึ่งนั้น แต่ละเวลาละหมาดเทียบเท่ากับสิบ ดังนั้น (การละหมาดห้าเวลา) จึงเท่ากับการละหมาดห้าสิบเวลา  และผู้ใดตั้งใจกระทำความดีโดยที่ยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติ ก็จะถูกบันทึกให้กับเขาหนึ่งความดี  แต่หากเขาได้กระทำความดีนั้น ก็จะถูกบันทึกให้กับเขาสิบเท่าตัว และผู้ใดตั้งใจกระทำความชั่ว แต่ยังไม่ได้ลงมือทำ ความชั่วนั้นก็จะยังไม่ถูกบันทึก แต่หากเขาลงมือกระทำมัน ก็จะถูกบันทึกเพียงความชั่วเดียว
               แล้วฉันก็กลับมาจนกระทั่งมาถึงท่านนบีมูซา ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม และแจ้งข่าวให้ท่านทราบ แต่ท่านก็ยังกล่าวอีกว่า จงกลับไปยังองค์อภิบาลของเจ้า และขอลดหย่อนต่อพระองค์อีก ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า ฉันตอบกับท่านนบีมูซาว่า ฉันกลับไปหาองค์อภิบาลของฉัน (หลายครั้งเพื่อขอลดหย่อน) จนกระทั่งฉันละอายต่อพระองค์

มุสลิม/หมวดที่1/บทที่76/ฮะดีษเลขที่ 0309