หะดิษ

หะดิษ
หะดิษต่างๆ

วันจันทร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2555

หะดิษบุคอรี ว่าด้วยการฝันเห็นการสวมเสื้อผ้าของคนกลุ่มหนึ่ง



عَنْ أَبِي أُمَامَةَ بْنِ سَهْلٍ، أَنَّهُ سَمِعَ أَبَا سَعِيدٍ الْخُدْرِيَّ، يَقُولُ قَالَ رَسُولُ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم ‏"‏ بَيْنَا أَنَا نَائِمٌ رَأَيْتُ النَّاسَ يُعْرَضُونَ عَلَىَّ، وَعَلَيْهِمْ قُمُصٌ مِنْهَا مَا يَبْلُغُ الثُّدِيَّ، وَمِنْهَا مَا دُونَ ذَلِكَ، وَعُرِضَ عَلَىَّ عُمَرُ بْنُ الْخَطَّابِ وَعَلَيْهِ قَمِيصٌ يَجُرُّهُ ‏"‏‏.‏ قَالُوا فَمَا أَوَّلْتَ ذَلِكَ يَا رَسُولَ اللَّهِ قَالَ ‏"‏ الدِّينَ ‏"‏‏


                 อบีอุมามะห์ บินซะฮล์ รายงานว่า เขาได้ยิน อบีสะอี๊ด อัลคุดรีย์ กล่าวว่า ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “ ขณะที่ฉันนอนหลับ ฉันได้ฝันเห็นคนกลุ่มหนึ่งปรากฏต่อหน้าฉัน พวกเขาสวมเสื้อผ้ายาวมาถึงแค่ราวนม บางส่วนก็สั้นกว่านั้นอีก แล้วอุมัร อิบนุ้ลค๊อตต๊อบ ก็ปรากฏให้ฉันเห็น (ในฝัน) เขาใส่เสื้อที่ยาวลากพื้น” บรรดาศอฮาบะห์ถามว่า แล้วท่านจะทำนายฝันนี้อย่างไรหรือโอ้ศาสนทูตของอัลลอฮ์ ท่านตอบว่า “หมายถึงศาสนา”  (คือการที่บรรดาผู้คนที่มีศรัทธามากหรือน้อยแตกต่างกันไป) 

บุคคอรี/หมวดที่2/บทที่15/ฮะดีษเลขที่ 23

หะดิษมุสลิม ว่าด้วยการกล่าว ลาอิลาฮ่าอิ้ลลัลลอฮ์ ก่อนเสียชีวิต



أَنَّ أَبَا ذَرٍّ حَدَّثَهُ قَالَ أَتَيْتُ النَّبِيَّ صلى الله عليه وسلم وَهُوَ نَائِمٌ عَلَيْهِ ثَوْبٌ أَبْيَضُ ثُمَّ أَتَيْتُهُ فَإِذَا هُوَ نَائِمٌ ثُمَّ أَتَيْتُهُ وَقَدِ اسْتَيْقَظَ فَجَلَسْتُ إِلَيْهِ فَقَالَ ‏"‏ مَا مِنْ عَبْدٍ قَالَ لاَ إِلَهَ إِلاَّ اللَّهُ ثُمَّ مَاتَ عَلَى ذَلِكَ إِلاَّ دَخَلَ الْجَنَّةَ ‏"‏ ‏.‏ قُلْتُ وَإِنْ زَنَى وَإِنْ سَرَقَ قَالَ ‏"‏ وَإِنْ زَنَى وَإِنْ سَرَقَ ‏"‏ ‏.‏ قُلْتُ وَإِنْ زَنَى وَإِنْ سَرَقَ قَالَ ‏"‏ وَإِنْ زَنَى وَإِنْ سَرَقَ ‏"‏ ‏.‏ ثَلاَثًا ثُمَّ قَالَ فِي الرَّابِعَةِ ‏"‏ عَلَى رَغْمِ أَنْفِ أَبِي ذَرٍّ ‏"‏ قَالَ فَخَرَجَ أَبُو ذَرٍّ وَهُوَ يَقُولُ وَإِنْ رَغِمَ أَنْفُ أَبِي ذَرٍّ ‏.‏  



            อบูซัรริน ได้เล่าให้เขา (ผู้รายงาน) ฟังโดยกล่าวว่า ฉันไปหาท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม และพบว่าท่านนอนหลับโดยมีผ้าสีขาวห่มอยู่ และเมื่อฉันไปหาท่านอีกครั้งก็พบว่าท่านยังหลับอยู่ อีกสักพักหนึ่งฉันก็ไปใหม่และพบว่าท่านตื่นนอนแล้ว ฉันจึงเข้าไปนั่งข้างท่าน, ทันใดนั้นท่านก็กล่าวว่า “ไม่มีบ่าวคนใดที่กล่าวว่า ลาอิลาฮ่าอิ้ลลัลลอฮ์  แล้วเขาเสียชีวิตไปด้วยคำกล่าวนั้น นอกจากเขาได้เข้าสวรรค์ ฉัน (อบูซัรริน) จึงถามว่า แม้ว่าเขาจะผิดประเวณีและลักขโมยเช่นนั้นหรือ ท่านตอบว่า แม้ว่าเขาจะผิดประเวณีและลักขโมย ฉันถาย้ำอีกว่า แม้ว่าเขาจะผิดประเวณีและลักขโมยอย่างนั้นหรือ ท่านตอบว่า ใช่ ! แม้เขาจะผิดประเวณีและลักขโมยก็ตาม ท่านกล่าวย้ำสามครั้ง และในครั้งที่สี่ท่านท่านกล่าวว่า อนาถแท้อบูซัรริน เขากล่าวว่า อบูซัรรินได้ออกมาจากท่านรอซูลโดยยังคงกล่าวว่า แม้จะเป็นความน่าสมเพชของอบูซัรริน


มุสลิม/หมวดที่1/บทที่42/ฮะดีษเลขที่ 0172

หะดิษบุคอรี ว่าด้วยการรับวะฮีย์ครั้งแรกของท่านนบี




حَدَّثَنَا يَحْيَى بْنُ بُكَيْرٍ، قَالَ حَدَّثَنَا اللَّيْثُ، عَنْ عُقَيْلٍ، عَنِ ابْنِ شِهَابٍ، عَنْ عُرْوَةَ بْنِ الزُّبَيْرِ، عَنْ عَائِشَةَ أُمِّ الْمُؤْمِنِينَ، أَنَّهَا قَالَتْ أَوَّلُ مَا بُدِئَ بِهِ رَسُولُ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم مِنَ الْوَحْىِ الرُّؤْيَا الصَّالِحَةُ فِي النَّوْمِ، فَكَانَ لاَ يَرَى رُؤْيَا إِلاَّ جَاءَتْ مِثْلَ فَلَقِ الصُّبْحِ، ثُمَّ حُبِّبَ إِلَيْهِ الْخَلاَءُ، وَكَانَ يَخْلُو بِغَارِ حِرَاءٍ فَيَتَحَنَّثُ فِيهِ ـ وَهُوَ التَّعَبُّدُ ـ اللَّيَالِيَ ذَوَاتِ الْعَدَدِ قَبْلَ أَنْ يَنْزِعَ إِلَى أَهْلِهِ، وَيَتَزَوَّدُ لِذَلِكَ، ثُمَّ يَرْجِعُ إِلَى خَدِيجَةَ، فَيَتَزَوَّدُ لِمِثْلِهَا، حَتَّى جَاءَهُ الْحَقُّ وَهُوَ فِي غَارِ حِرَاءٍ، فَجَاءَهُ الْمَلَكُ فَقَالَ اقْرَأْ‏.‏ قَالَ ‏"‏ مَا أَنَا بِقَارِئٍ ‏"‏‏.‏ قَالَ ‏"‏ فَأَخَذَنِي فَغَطَّنِي حَتَّى بَلَغَ مِنِّي الْجَهْدَ، ثُمَّ أَرْسَلَنِي فَقَالَ اقْرَأْ‏.‏ قُلْتُ مَا أَنَا بِقَارِئٍ‏.‏ فَأَخَذَنِي فَغَطَّنِي الثَّانِيَةَ حَتَّى بَلَغَ مِنِّي الْجَهْدَ، ثُمَّ أَرْسَلَنِي فَقَالَ اقْرَأْ‏.‏ فَقُلْتُ مَا أَنَا بِقَارِئٍ‏.‏ فَأَخَذَنِي فَغَطَّنِي الثَّالِثَةَ، ثُمَّ أَرْسَلَنِي فَقَالَ ‏{‏اقْرَأْ بِاسْمِ رَبِّكَ الَّذِي خَلَقَ * خَلَقَ الإِنْسَانَ مِنْ عَلَقٍ * اقْرَأْ وَرَبُّكَ الأَكْرَمُ‏}‏ ‏"‏‏.‏ فَرَجَعَ بِهَا رَسُولُ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم يَرْجُفُ فُؤَادُهُ، فَدَخَلَ عَلَى خَدِيجَةَ بِنْتِ خُوَيْلِدٍ رضى الله عنها فَقَالَ ‏"‏ زَمِّلُونِي زَمِّلُونِي ‏"‏‏.‏ فَزَمَّلُوهُ حَتَّى ذَهَبَ عَنْهُ الرَّوْعُ، فَقَالَ لِخَدِيجَةَ وَأَخْبَرَهَا الْخَبَرَ ‏"‏ لَقَدْ خَشِيتُ عَلَى نَفْسِي ‏"‏‏.‏ فَقَالَتْ خَدِيجَةُ كَلاَّ وَاللَّهِ مَا يُخْزِيكَ اللَّهُ أَبَدًا، إِنَّكَ لَتَصِلُ الرَّحِمَ، وَتَحْمِلُ الْكَلَّ، وَتَكْسِبُ الْمَعْدُومَ، وَتَقْرِي الضَّيْفَ، وَتُعِينُ عَلَى نَوَائِبِ الْحَقِّ‏.‏ فَانْطَلَقَتْ بِهِ خَدِيجَةُ حَتَّى أَتَتْ بِهِ وَرَقَةَ بْنَ نَوْفَلِ بْنِ أَسَدِ بْنِ عَبْدِ الْعُزَّى ابْنَ عَمِّ خَدِيجَةَ ـ وَكَانَ امْرَأً تَنَصَّرَ فِي الْجَاهِلِيَّةِ، وَكَانَ يَكْتُبُ الْكِتَابَ الْعِبْرَانِيَّ، فَيَكْتُبُ مِنَ الإِنْجِيلِ بِالْعِبْرَانِيَّةِ مَا شَاءَ اللَّهُ أَنْ يَكْتُبَ، وَكَانَ شَيْخًا كَبِيرًا قَدْ عَمِيَ ـ فَقَالَتْ لَهُ خَدِيجَةُ يَا ابْنَ عَمِّ اسْمَعْ مِنَ ابْنِ أَخِيكَ‏.‏ فَقَالَ لَهُ وَرَقَةُ يَا ابْنَ أَخِي مَاذَا تَرَى فَأَخْبَرَهُ رَسُولُ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم خَبَرَ مَا رَأَى‏.‏ فَقَالَ لَهُ وَرَقَةُ هَذَا النَّامُوسُ الَّذِي نَزَّلَ اللَّهُ عَلَى مُوسَى صلى الله عليه وسلم يَا لَيْتَنِي فِيهَا جَذَعًا، لَيْتَنِي أَكُونُ حَيًّا إِذْ يُخْرِجُكَ قَوْمُكَ‏.‏ فَقَالَ رَسُولُ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم ‏"‏ أَوَمُخْرِجِيَّ هُمْ ‏"‏‏.‏ قَالَ نَعَمْ، لَمْ يَأْتِ رَجُلٌ قَطُّ بِمِثْلِ مَا جِئْتَ بِهِ إِلاَّ عُودِيَ، وَإِنْ يُدْرِكْنِي يَوْمُكَ أَنْصُرْكَ نَصْرًا مُؤَزَّرًا‏.‏ ثُمَّ لَمْ يَنْشَبْ وَرَقَةُ أَنْ تُوُفِّيَ وَفَتَرَ الْوَحْىُ‏.‏ 


     ท่านหญิงอาอิชะห์ (มารดาแห่งศรัทธาชน)  ได้กล่าวว่า 


          "เริ่มแรกของวะฮีย์ที่มีมายังท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ในรูปของการฝันดีในยามหลับ ซึ่งสิ่งที่ท่านฝันเห็นนั้นเป็นดั่งแสงอรุณยามเช้า หลังจากนั้นท่านจะชอบอยู่ตามลำพัง โดยปลีกตัวไปอยู่ที่ถ้ำฮิรออ์ และที่นั่น ท่านได้ทำการวิงวอน คือการเคารพภักดี หลายคืนอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ท่านจะกลับมาหาครอบครัว และเตรียมเสบียง หลังจากนั้นท่านได้กลับมาหาท่านหญิงคอดิญะห์ เพื่อนำเสบียงกลับไปใหม่ 


          จนกระทั่งสัจธรรมได้มายังท่านขณะที่ท่านอยู่ในถ้ำฮิรออ์ โดยมะลักได้มาหาท่านแล้วกล่าวว่า จงอ่าน ท่านตอบว่า ฉันอ่านไม่เป็น ท่านกล่าวว่า เขาจับฉันและบีบฉันอย่างแรงจนฉันทนแทบไม่ไหว เขาจึงได้ปล่อย แล้วกล่าวว่า จงอ่าน ฉันตอบว่า ฉันอ่านไม่เป็น เขาได้บีบฉันอีกเป็นครั้งที่สองจนกระทั่งฉันทนไม่ไหว เขาจึงได้ปล่อย แล้วกล่าวว่า จงอ่าน ฉันตอบว่า ฉันอ่านไม่เป็น เขาได้จับและบีบฉันอย่างแรงเป็นครั้งที่สามแล้วจึงปล่อย และกล่าวว่า   


          “จงอ่านด้วยนามแห่งองค์อภิบาลของเจ้า ผู้ทรงสร้าง พระองค์ทรงสร้างมนุษย์จากก้อนเลือด จงอ่านเถิด และองค์อภิบาลของเจ้าผู้ทรงเอื้ออารีย์” 


          หลังจากนั้นท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัมได้กลับมาพร้อมกับเรื่องราวเหล่านี้ด้วยหัวใจที่ตื่นตระหนก ท่านได้ไปหาท่านหญิงคอดิญะห์ บุตรสาวของ คุวัยวิด (ขออัลลอฮ์ทรงเมตตาต่อนางด้วยเถิด) แล้วกล่าวว่า เอาผ้ามาคลุมฉัน! เอาผ้ามาคลุมฉัน! พวกเขาเอาผ้ามาคลุมท่านจนกระทั่งความหวาดกลัวได้คลายไปจากท่าน แล้วท่านก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ท่านหญิงคอดิญะห์ทราบ 


          ท่านกล่าวว่า  ฉันกลัวว่าอาจจะเกิดเหตุบางอย่างกับฉัน ท่านหญิงคอดิญะห์ได้กล่าวว่า มิได้เป็นเช่นนั้นหรอก ขอสาบานต่อพระองค์อัลลอฮ์, พระองค์อัลลอฮ์จะมิทรงให้ท่านระทมอย่างแน่นอน เพราะท่านได้สัมพันธ์ดีต่อเครือญาติ และแบกภาระของคนยากจน ท่านขวนขวายเพื่อคนอนาถา ท่านช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ท่านเป็นปากเป็นเสียงแทนพวกเขาเหล่านั้น  


          แล้วท่านหญิงคอดิญะห์ก็พาท่านนบีไปพบกับวะรอเกาะห์ อิบนุเนาว์ฟัล อิบนุอะซัด อิบนุอับดิลอุซซา เขาเป็นลูกผู้พี่ของท่านหญิงคอดิญะห์ และเข้ารีตศาสนาคริสต์ ในสมัยญาฮิลียะห์ (ยุคก่อนการประกาศอิสลามของท่านนบี)  เขาเคยเขียนคัมภีร์ภาษายิว เขาคัดลอกคัมภีร์อินญีลเป็นภาษายิว ตามพระประสงค์แห่งอัลลอฮ์ที่ให้เขาเขียน เวลานั้นเขาแก่มากและตาพร่ามัว  


          ท่านหญิงคอดิญะห์ได้กล่าวแก่เขาว่า โอ้ลูกผู้พี่ของฉัน โปรดฟังหลานของท่านด้วยเถิด วะรอเกาะได้กล่าวแก่ท่านนบีว่า โอ้หลานเอ๋ย เจ้าเห็นอะไรหรือ  ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์จึงได้บอกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ทราบ ทันใดนั้นวะรอเกาะห์ก็กล่าวขึ้นว่า นี่คือผู้กุมความลับที่พระองค์อัลลอฮ์ได้ส่งมาพบนบีมูซาก่อนหน้านี้แล้ว ฉันอยากกลับไปเป็นหนุ่มอีก ฉันอยากมีชีวิตอยู่ขณะที่กลุ่มชนของเจ้าขับไล่เจ้า  


          ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า พวกเขาจะขับไล่ฉันอย่างนั้นหรือ เขาตอบว่า ใช่แล้ว ไม่มีผู้ใดที่ได้รับอย่างที่เจ้าได้รับนอกจากเขาจะถูกนับเป็นศัตรู และหากฉันยังคงมีชีวิตอยู่ถึงวันที่เจ้าถูกนับเป็นศัตรูแล้วฉันจะให้ความช่วยเจ้าอย่างเต็มที่ แต่หลังจากนั้นไม่นานวะรอเกาะฮ์ก็เสียชีวิต และช่วงนั้นวะฮีย์ก็ขาดตอนไประยะหนึ่ง" 

บุคคอรี/หมวดที่1/บทที่3/ฮะดีษเลขที่3

วันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2555

หะดิษบุคอรีย์ ว่าด้วยกรณีตื่นไม่ทันเวลาละหมาดซุบฮ์




حَدَّثَنَا مُسَدَّدٌ، قَالَ حَدَّثَنِي يَحْيَى بْنُ سَعِيدٍ، قَالَ حَدَّثَنَا عَوْفٌ، قَالَ حَدَّثَنَا أَبُو رَجَاءٍ، عَنْ عِمْرَانَ، قَالَ كُنَّا فِي سَفَرٍ مَعَ النَّبِيِّ صلى الله عليه وسلم وَإِنَّا أَسْرَيْنَا، حَتَّى كُنَّا فِي آخِرِ اللَّيْلِ، وَقَعْنَا وَقْعَةً وَلاَ وَقْعَةَ أَحْلَى عِنْدَ الْمُسَافِرِ مِنْهَا، فَمَا أَيْقَظَنَا إِلاَّ حَرُّ الشَّمْسِ، وَكَانَ أَوَّلَ مَنِ اسْتَيْقَظَ فُلاَنٌ ثُمَّ فُلاَنٌ ثُمَّ فُلاَنٌ ـ يُسَمِّيهِمْ أَبُو رَجَاءٍ فَنَسِيَ عَوْفٌ ـ ثُمَّ عُمَرُ بْنُ الْخَطَّابِ الرَّابِعُ، وَكَانَ النَّبِيُّ صلى الله عليه وسلم إِذَا نَامَ لَمْ يُوقَظْ حَتَّى يَكُونَ هُوَ يَسْتَيْقِظُ، لأَنَّا لاَ نَدْرِي مَا يَحْدُثُ لَهُ فِي نَوْمِهِ، فَلَمَّا اسْتَيْقَظَ عُمَرُ، وَرَأَى مَا أَصَابَ النَّاسَ، وَكَانَ رَجُلاً جَلِيدًا، فَكَبَّرَ وَرَفَعَ صَوْتَهُ بِالتَّكْبِيرِ، فَمَا زَالَ يُكَبِّرُ وَيَرْفَعُ صَوْتَهُ بِالتَّكْبِيرِ حَتَّى اسْتَيْقَظَ لِصَوْتِهِ النَّبِيُّ صلى الله عليه وسلم فَلَمَّا اسْتَيْقَظَ شَكَوْا إِلَيْهِ الَّذِي أَصَابَهُمْ قَالَ ‏"‏ لاَ ضَيْرَ ـ أَوْ لاَ يَضِيرُ ـ ارْتَحِلُوا ‏"‏‏.‏ فَارْتَحَلَ فَسَارَ غَيْرَ بَعِيدٍ ثُمَّ نَزَلَ، فَدَعَا بِالْوَضُوءِ، فَتَوَضَّأَ وَنُودِيَ بِالصَّلاَةِ فَصَلَّى بِالنَّاسِ، فَلَمَّا انْفَتَلَ مِنْ صَلاَتِهِ إِذَا هُوَ بِرَجُلٍ مُعْتَزِلٍ لَمْ يُصَلِّ مَعَ الْقَوْمِ قَالَ ‏"‏ مَا مَنَعَكَ يَا فُلاَنُ أَنْ تُصَلِّيَ مَعَ الْقَوْمِ ‏"‏‏.‏ قَالَ أَصَابَتْنِي جَنَابَةٌ وَلاَ مَاءَ‏.‏ قَالَ ‏"‏ عَلَيْكَ بِالصَّعِيدِ، فَإِنَّهُ يَكْفِيكَ ‏"‏‏.‏ ثُمَّ سَارَ النَّبِيُّ صلى الله عليه وسلم فَاشْتَكَى إِلَيْهِ النَّاسُ مِنَ الْعَطَشِ فَنَزَلَ، فَدَعَا فُلاَنًا ـ كَانَ يُسَمِّيهِ أَبُو رَجَاءٍ نَسِيَهُ عَوْفٌ ـ وَدَعَا عَلِيًّا فَقَالَ ‏"‏ اذْهَبَا فَابْتَغِيَا الْمَاءَ ‏"‏‏.‏ فَانْطَلَقَا فَتَلَقَّيَا امْرَأَةً بَيْنَ مَزَادَتَيْنِ ـ أَوْ سَطِيحَتَيْنِ ـ مِنْ مَاءٍ عَلَى بَعِيرٍ لَهَا، فَقَالاَ لَهَا أَيْنَ الْمَاءُ قَالَتْ عَهْدِي بِالْمَاءِ أَمْسِ هَذِهِ السَّاعَةَ، وَنَفَرُنَا خُلُوفًا‏.‏ قَالاَ لَهَا انْطَلِقِي إِذًا‏.‏ قَالَتْ إِلَى أَيْنَ قَالاَ إِلَى رَسُولِ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم‏.‏ قَالَتِ الَّذِي يُقَالُ لَهُ الصَّابِئُ قَالاَ هُوَ الَّذِي تَعْنِينَ فَانْطَلِقِي‏.‏ فَجَاءَا بِهَا إِلَى النَّبِيِّ صلى الله عليه وسلم وَحَدَّثَاهُ الْحَدِيثَ قَالَ فَاسْتَنْزَلُوهَا عَنْ بَعِيرِهَا وَدَعَا النَّبِيُّ صلى الله عليه وسلم بِإِنَاءٍ، فَفَرَّغَ فِيهِ مِنْ أَفْوَاهِ الْمَزَادَتَيْنِ ـ أَوِ السَّطِيحَتَيْنِ ـ وَأَوْكَأَ أَفْوَاهَهُمَا، وَأَطْلَقَ الْعَزَالِيَ، وَنُودِيَ فِي النَّاسِ اسْقُوا وَاسْتَقُوا‏.‏ فَسَقَى مَنْ شَاءَ، وَاسْتَقَى مَنْ شَاءَ، وَكَانَ آخِرَ ذَاكَ أَنْ أَعْطَى الَّذِي أَصَابَتْهُ الْجَنَابَةُ إِنَاءً مِنْ مَاءٍ قَالَ ‏"‏ اذْهَبْ، فَأَفْرِغْهُ عَلَيْكَ ‏"‏‏.‏ وَهْىَ قَائِمَةٌ تَنْظُرُ إِلَى مَا يُفْعَلُ بِمَائِهَا، وَايْمُ اللَّهِ لَقَدْ أُقْلِعَ عَنْهَا، وَإِنَّهُ لَيُخَيَّلُ إِلَيْنَا أَنَّهَا أَشَدُّ مِلأَةً مِنْهَا حِينَ ابْتَدَأَ فِيهَا، فَقَالَ النَّبِيُّ صلى الله عليه وسلم ‏"‏ اجْمَعُوا لَهَا ‏"‏‏.‏ فَجَمَعُوا لَهَا مِنْ بَيْنِ عَجْوَةٍ وَدَقِيقَةٍ وَسَوِيقَةٍ، حَتَّى جَمَعُوا لَهَا طَعَامًا، فَجَعَلُوهَا فِي ثَوْبٍ، وَحَمَلُوهَا عَلَى بَعِيرِهَا، وَوَضَعُوا الثَّوْبَ بَيْنَ يَدَيْهَا قَالَ لَهَا ‏"‏ تَعْلَمِينَ مَا رَزِئْنَا مِنْ مَائِكِ شَيْئًا، وَلَكِنَّ اللَّهَ هُوَ الَّذِي أَسْقَانَا ‏"‏‏.‏ فَأَتَتْ أَهْلَهَا، وَقَدِ احْتَبَسَتْ عَنْهُمْ قَالُوا مَا حَبَسَكِ يَا فُلاَنَةُ قَالَتِ الْعَجَبُ، لَقِيَنِي رَجُلاَنِ فَذَهَبَا بِي إِلَى هَذَا الَّذِي يُقَالُ لَهُ الصَّابِئُ، فَفَعَلَ كَذَا وَكَذَا، فَوَاللَّهِ إِنَّهُ لأَسْحَرُ النَّاسِ مِنْ بَيْنِ هَذِهِ وَهَذِهِ‏.‏ وَقَالَتْ بِإِصْبَعَيْهَا الْوُسْطَى وَالسَّبَّابَةِ، فَرَفَعَتْهُمَا إِلَى السَّمَاءِ ـ تَعْنِي السَّمَاءَ وَالأَرْضَ ـ أَوْ إِنَّهُ لَرَسُولُ اللَّهِ حَقًّا، فَكَانَ الْمُسْلِمُونَ بَعْدَ ذَلِكَ يُغِيرُونَ عَلَى مَنْ حَوْلَهَا مِنَ الْمُشْرِكِينَ، وَلاَ يُصِيبُونَ الصِّرْمَ الَّذِي هِيَ مِنْهُ، فَقَالَتْ يَوْمًا لِقَوْمِهَا مَا أُرَى أَنَّ هَؤُلاَءِ الْقَوْمَ يَدَعُونَكُمْ عَمْدًا، فَهَلْ لَكُمْ فِي الإِسْلاَمِ فَأَطَاعُوهَا فَدَخَلُوا فِي الإِسْلاَمِ‏  


  
              มุซัดดัด ได้เล่าให้เราฟังโดยกล่าวว่า ยะห์ยา อิบนุสะอี๊ด เล่าให้เราฟัง โดยกล่าวว่า เอาวฟ์ เล่าให้เราฟังโดยกล่าวว่า อบู รอญาอ์ เล่าให้เราฟังจาก อิมรอน กล่าวว่า :  พวกเราได้เดินทางพร้อมกับท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ในครั้งหนึ่ง และพวกเราได้เดินทางต่อในยามกลางคืน จนกระทั่งถึงปลายคืน พวกเราจึงได้หยุดพักนอน ณ.สถานที่หนึ่ง และไม่มีการพักนอนครั้งใดที่จะหวานหอมไปยิ่งกว่า การพักนอนของผู้เดินทางในช่วงปลายคืน โดยไม่มีผู้ใดปลุกเรานอกจากความร้อนของดวงอาทิตย์ ปรากฏว่าผู้ที่ตื่นขึ้นมาเป็นคนแรกๆคือคนนั้น,คนนั้นและคนนั้น ตามด้วยอุมัร อิบนุ้ล ค๊อตต็อบ เป็นคนที่สี่  แต่ท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัมนั้น เมื่อท่านนอนหลับก็ไม่มีใครปลุกท่าน นอกจากท่านจะตื่นด้วยตัวท่านเอง เนื่องจากพวกเราไม่รู้ว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นกับในการนอนของท่าน, เมื่ออุมัรได้ตื่นขึ้นมาและพบสิ่งที่เกิดขึ้นแก่บรรดาผู้คน   (ซึ่งเขาเป็นคนที่บึกบึน) เขาจึงได้ตั๊กบีร และส่งเสียงดังในการตั๊กบีรนั้น โดยเขายังคงตั๊กบีรต่อไป และส่งเสียงดังในตั๊กบีร จนกระทั่ง ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัมได้ตื่นขึ้นมาด้วยเสียงของเขา และเมื่อท่านได้ตื่นขึ้นมา บรรดาผู้คนก็ร้องทุกข์กับท่านถึงเรื่องที่ได้ประสบกับพวกเขา (คือการตื่นไม่ทันเวลาซุบฮ์) ท่านกล่าวว่า ไม่เป็นไร หรือกล่าวว่า ไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด ไปกันต่อเถอะ ดังนั้นพวกเขาจึงออกเดินทางต่อ และเมื่อเดินทางออกมาไม่ไกลนัก ท่านก็แวะพักโดยเรียกหาน้ำเพื่ออาบน้ำละหมาด  แล้วท่านก็อาบน้ำละหมาด และให้ประกาศการละหมาด (อะซานและอิกอมะห์)  โดยท่านได้นำละหมาดบรรดาผู้คน หลังจากเสร็จการละหมาด และเห็นชายผูหนึ่งปลีกตัวออกไปโดยไม่ได้ละหมาดรวมกับคนอื่น ท่านกล่าวว่า อะไรที่ห้ามเจ้าไม่ให้ละหมาดพร้อมกับคนอื่นหรือ เขาตอบว่า ฉันมีญะนาบะห์และไม่มีน้ำอาบ ท่านกล่าวว่า จงใช้ฝุ่น (ทำตะยัมมุม) ซึ่งมันเพียงพอแก่เจ้าแล้ว
                หลังจากนั้นท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ก็เดินทางต่อ บรรดาผู้คนได้ร้องทุกข์ต่อท่านจากความกระหายน้ำ ดังนั้นท่านจึงแวะพัก แล้วชายคนหนึ่งมา (อบูรอญาอ์ ผู้รายงานได้เอ่ยชื่อของเขาด้วยแต่ เอาวฟ์ ได้ลืมชื่อของเขา แต่รายงานอื่นระบุชื่อว่า เขาคือ อิมรอน บิน ฮุศ็อยน์) และได้เรียก อาลี มาด้วย ท่านกล่าวว่า เจ้าทั้งสองจงไปหาน้ำ  แล้วทั้งสองก็ออกไปค้นหาจนได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่งกำลังขี่อุฐ โดยที่สองข้างลำตัวเธอมีถุงน้ำขนาดใหญ่ ทั้งสองได้ถามเธอว่า  เราจะหาน้ำได้ที่ไหน ?  เธอตอบว่า ฉันอยู่ที่นั่นเมื่อวานนี้เวลาเดียวกันนี้ และผู้คนของเรากลุ่มหนึ่งที่อยู่เบื้องหลัง ทั้งสองได้กล่าวกับเธอว่า : ไปกันเถอะ เธอถามว่า : ไปไหน ? ทั้งสองตอบว่า ไปหารอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม เธอกล่าวว่า : คนที่ถูกเรียกว่าเปลี่ยนศาสนาหรือ ?  ทั้งสองตอบว่า  ใช่คนเดียวกัน ตามมาเถอะ และทั้งสองได้พาเธอมาหาท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม   และได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง  เขากล่าวว่า พวกเขาได้ช่วยให้เธอลงจากหลังอูฐของเธอ  และท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ได้เรียกให้เอาภาชานะมา แล้วท่านก็แหวกปากถุงน้ำและรินน้ำใส่ภาชานะนั้น หลังจากนั้นท่านได้ผูกปากถุงน้ำไว้และเปิดท่อเทน้ำ  แล้วร้องเรียกบรรดาผู้คน : พวกท่านจงมาดื่มน้ำและนำไปให้น้ำสัตว์ ดังนั้นบรรดาผู้คนต่างก็ดื่มน้ำและนำไปให้น้ำสัตว์ตามต้องการ  และสุดท้ายท่านได้ให้ภาชานะบรรจุน้ำแก่ผู้ที่มีญะนาบะห์ พร้อมทั้งกล่าวว่า เอาน้ำไปชำระร่างกายของเจ้า
                ในเหตุการณ์ต่างๆนี้ หญิงนั้นได้ยืนดูสิ่งที่ท่านทำกับน้ำของเธอ ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ว่า เมื่อถุงน้ำได้ถูกนำกลับคืนไป ดูเหมือนว่าน้ำไม่ได้พร่องไปเลย แต่มันเต็มปิ่มมากกว่าตอนแรกเสียอีก ท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าว่า จงเจ้าจงรวบรวมให้แก่นาง ดังนั้นพวกเขาจึงรวบรวมให้แก่นางไม่ว่าจะเป็น อัจวะห์ (อินทผลัมอย่างดี) แป้งหยาบ และแป้งละเอียด อีกทั้งพวกเขายังรวบรวมอาหารให้แก่เธอโดยเอาใส่ไว้ในห่อผ้าแล้วพวกเขาได้ช่วยให้เธอขึ้นขี่อูฐ โดยนำห่อผ้าไว้ด้านหน้าของเธอ  ท่านนบีได้กล่าวกับเธอว่า เธอรู้ไหม เราไม่ได้เทน้ำของเธอให้พร่องแต่อย่างใด แต่อัลลอฮ์ต่างหาก พระองค์คือผู้ทรงให้น้ำแก่เรา
                เมื่อเธอกลับมาถึงครอบครัวล่าช้ากว่าปกติ พวกเขาได้ถามเธอว่า อะไรที่หน่วงเวลาเธอไว้หรือ ? เธอตอบว่า : เป็นเรื่องแปลก ชายสองคนมาพบฉัน แล้วเขาทั้งสองได้พาฉันไปหาผู้ชายคนหนึ่งซึ่งเขาถูกเรียกว่า ผู้เปลี่ยนศาสนา และเขาได้ทำเช่นนั้น,เช่นนี้ ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ เขาคือผู้บุรุษผู้ยอดเยี่ยมที่สุดระหว่างนี้กับนี้ เธอพูดพลางใช้นิ้วกลางและนิ้วชี้ชูขึ้นยังท้องฟ้า หมายถึงฟ้าและแผ่นดิน หรือว่าเขาเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์จริงๆ
                หลังจากนั้นบรรดามุสลิมได้ใช้สถานที่รอบหมู่บ้านของเธอฝึกซ้อมในการสงครามกับบรรดามุชริกีนแต่ไม่เคยโจมตีหมู่บ้านของเธอเลย เธอจึงได้กล่าวแก่กลุ่มชนของเธอว่า ฉันคิดว่ากลุ่มคนพวกนี้ได้จงใจที่จะไม่ก่อสงครามแก่พวกท่าน แล้วพวกท่านคิดอย่างไรเกี่ยวกับอิสลาม ?  แล้วพวกเขาก็ตอบรับคำของเธอ ดังนั้นพวกเขาจึงเข้ารับอิสลาม”
อบู อับดิลลาฮ์ กล่าวว่า : ศ่อบ่าอ้า หมายถึง ออกจากศาสนาหนึ่งไปสู่อีกศาสนาหนึ่ง
และอบู อัลอาลิยะห์ กล่าวว่า : อัศศอบีอีน ในต้นฉบับใช้คำว่า อัศศอบีอูน : คือคนกลุ่มหนึ่งจากชาวคัมภีร์ พวกเขาได้อ่านคัมภีร์อัสซะบูร

บุคอรี/หมวดที่ 7/บทที่ 6/ฮะดีษเลขที่ 344

หะดิษบุคอรี ว่าด้วยอาบน้ำละหมาดหลังถ่ายปัสสาวะของท่านนบี



عَنْ كُرَيْبٍ، مَوْلَى ابْنِ عَبَّاسٍ عَنْ أُسَامَةَ بْنِ زَيْدٍ، أَنَّهُ سَمِعَهُ يَقُولُ دَفَعَ رَسُولُ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم مِنْ عَرَفَةَ حَتَّى إِذَا كَانَ بِالشِّعْبِ نَزَلَ فَبَالَ، ثُمَّ تَوَضَّأَ وَلَمْ يُسْبِغِ الْوُضُوءَ‏.‏ فَقُلْتُ الصَّلاَةَ يَا رَسُولَ اللَّهِ‏.‏ فَقَالَ ‏"‏ الصَّلاَةُ أَمَامَكَ ‏"‏‏.‏ فَرَكِبَ، فَلَمَّا جَاءَ الْمُزْدَلِفَةَ نَزَلَ فَتَوَضَّأَ، فَأَسْبَغَ الْوُضُوءَ، ثُمَّ أُقِيمَتِ الصَّلاَةُ فَصَلَّى الْمَغْرِبَ، ثُمَّ أَنَاخَ كُلُّ إِنْسَانٍ بَعِيرَهُ فِي مَنْزِلِهِ، ثُمَّ أُقِيمَتِ الْعِشَاءُ فَصَلَّى وَلَمْ يُصَلِّ بَيْنَهُمَا‏ 






                  กุรอยบ์ คนรับใช้ของ อิบนิอับบาส รายงานว่า เขาได้ยิน อุมซามะห์ บินเซด กล่าวว่า เมื่อท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม  เดินทางออกจากอะรอฟะห์มาถึงที่ซอกเขาแห่งหนึ่ง ท่านแวะชั่วครู่ แล้วถ่ายปัสสาวะ หลังจากนั้นท่านก็อาบน้ำละหมาด โดยไม่พิถีพิถัน  ฉันบอกกับท่านว่า โอ้ศาสนทูตของอัลลอฮ์ ได้เวลาละหมาดแล้วครับ ท่านกล่าวว่า ไปละหมาดข้างหน้าเถอะ,
                ท่านเดินทางต่อจนกระทั่งมาถึง มุดดะลีฟะห์ จึงได้แวะ และอาบน้ำละหมาดใหม่อย่างพิถีพิถัน หลังจากทำการอิกอมะห็เรียบร้อยแล้ว ท่านจึงได้นำละหมาดมัฆริบ  เมื่อเสร็จแล้วทุกคนก็ให้อูฐคุกเข่าหมอบอยู่หน้าที่พักของตนเอง หลังจากนั้นก็ทำการอิกอมะห็เพื่อละหมาดอีชาอ์ แล้วท่านก็นำละหมาด โดยไม่ได้ละหมาด (ซุนนะห์) ใดๆระหว่างมัฆริบกับอีชาอ์



บุคคอรี/หมวดที่4/บทที่6/ฮะดีษเลขที่ 139


วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2555

หะดิษมุสลิม ว่าการกรณีสงสัยว่ามีบางสิงที่ทำให้เสียน้ำละหมาดขณะละหมาด




وَحَدَّثَنِي عَمْرٌو النَّاقِدُ، وَزُهَيْرُ بْنُ حَرْبٍ، ح وَحَدَّثَنَا أَبُو بَكْرِ بْنُ أَبِي شَيْبَةَ، جَمِيعًا عَنِ ابْنِ عُيَيْنَةَ، قَالَ عَمْرٌو حَدَّثَنَا سُفْيَانُ بْنُ عُيَيْنَةَ، عَنِ الزُّهْرِيِّ، عَنْ سَعِيدٍ، وَعَبَّادِ بْنِ تَمِيمٍ، عَنْ عَمِّهِ، شُكِيَ إِلَى النَّبِيِّ صلى الله عليه وسلم الرَّجُلُ يُخَيَّلُ إِلَيْهِ أَنَّهُ يَجِدُ الشَّىْءَ فِي الصَّلاَةِ قَالَ ‏"‏ لاَ يَنْصَرِفُ حَتَّى يَسْمَعَ صَوْتًا أَوْ يَجِدَ رِيحًا ‏"‏ ‏.‏ قَالَ أَبُو بَكْرٍ وَزُهَيْرُ بْنُ حَرْبٍ فِي رِوَايَتِهِمَا هُوَ عَبْدُ اللَّهِ بْنُ زَيْدٍ  




                    อับบาด อิบนุ ตะมีม รายงานจากลุงของเขา (อับดุลลอฮ์ อิบนุ ซัยด์ อิบนุ อาศิม อัลมาซะนีย์ อัลอันศอรีย์) ว่า ชายผู้หนึ่งได้ร้องทุกข์ต่อท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ว่า เขามักจะสงสัยตัวเองว่า มีบางสิ่งทำให้เขาเสียน้ำละหมาดในขณะละหมาด ท่านตอบว่า  ยังไม่ต้องออกจากละหมาดจนกว่าจะได้ยินเสียงหรือได้กลิ่นเสียก่อน
                อบูบักร์ และซุฮัยร์ อิบนุ ฮัรบ์ ได้กล่าวในรายงานของเขาทั้งสองว่า (ลุงของอับบาด ที่เป็นศอฮาบะห์) คือ อับดุลลอฮ์ อิบนุ ซัยด์ 

มุสลิม/หมวดที่3/บทที่26/ฮะดีษเลขที่ 0702

หะดิษบุคอรี ว่าด้วยการครองเอียะห์รอมเพื่อทำอุมเราะห์ก่อนฮัจญ์



حَدَّثَنَا عُبَيْدُ بْنُ إِسْمَاعِيلَ، قَالَ حَدَّثَنَا أَبُو أُسَامَةَ، عَنْ هِشَامٍ، عَنْ أَبِيهِ، عَنْ عَائِشَةَ، قَالَتْ خَرَجْنَا مُوَافِينَ لِهِلاَلِ ذِي الْحِجَّةِ، فَقَالَ رَسُولُ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم ‏"‏ مَنْ أَحَبَّ أَنْ يُهِلَّ بِعُمْرَةٍ فَلْيُهْلِلْ، فَإِنِّي لَوْلاَ أَنِّي أَهْدَيْتُ لأَهْلَلْتُ بِعُمْرَةٍ ‏"‏‏.‏ فَأَهَلَّ بَعْضُهُمْ بِعُمْرَةٍ، وَأَهَلَّ بَعْضُهُمْ بِحَجٍّ، وَكُنْتُ أَنَا مِمَّنْ أَهَلَّ بِعُمْرَةٍ، فَأَدْرَكَنِي يَوْمُ عَرَفَةَ وَأَنَا حَائِضٌ، فَشَكَوْتُ إِلَى النَّبِيِّ صلى الله عليه وسلم فَقَالَ ‏"‏ دَعِي عُمْرَتَكِ، وَانْقُضِي رَأْسَكِ وَامْتَشِطِي، وَأَهِلِّي بِحَجٍّ ‏"‏‏.‏ فَفَعَلْتُ حَتَّى إِذَا كَانَ لَيْلَةُ الْحَصْبَةِ أَرْسَلَ مَعِي أَخِي عَبْدَ الرَّحْمَنِ بْنَ أَبِي بَكْرٍ، فَخَرَجْتُ إِلَى التَّنْعِيمِ، فَأَهْلَلْتُ بِعُمْرَةٍ مَكَانَ عُمْرَتِي‏.‏ قَالَ هِشَامٌ وَلَمْ يَكُنْ فِي شَىْءٍ مِنْ ذَلِكَ هَدْىٌ وَلاَ صَوْمٌ وَلاَ صَدَقَةٌ





                 ท่านหญิงอาอิชะห์ รายงานว่า พวกเราได้ออกเดินทางไปทำฮัจญ์ตอนต้นเดือนซุ้ลฮิจญะห์ ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า ผู้ใดปรารถนาจะครองเอียะห์รอมเพื่อทำอุมเราะห์ก่อนฮัจญ์ก็ทำเถิด แต่ว่าฉันนั้น หากไม่มีสัตว์ที่จะเชือดพลีมาด้วยฉันก็จะครองเอียะห์รอมเพื่อทำอุมเราะห์ก่อนฮัจญ์เหมือนกัน ดังนั้นศอฮาบะห์บางคนจึงครองเอียะห์รอมเพื่อทำอุมเราะห์ก่อนฮัจญ์ และบางคนก็ครองเอียะห์รอมเพื่อทำฮัจญ์อย่างเดียว ส่วนฉัน (ท่านหญิงอาอิชะห์) อยู่ในหมู่ของผู้ที่ครองเอียะห์รอมเพื่อทำอุมเราะห์ก่อนฮัจญ์ แต่เมื่อวันอะรอฟะห์มาถึง ฉันก็มีเลือดประจำเดือน ดังนั้นฉันจึงร้องทุกข์ต่อท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ท่านกล่าวว่เธอจงละการทำอุมเราะห์ของเธอไว้ก่อน และจงแก้ผมออกแล้วหวีมันให้เรียบร้อย และเธอจงครองเอียะห์รอมเพื่อทำฮัจญ์ ดังนั้นฉันจึงทำตามที่ท่านสั่ง จนกระทั่งย่างเข้าสู่คืนฮัสบะห์ (สถานที่แวะพักอยู่ระหว่างมีนากับมักกะห์) ท่านก็ให้อับดุลเราะห์มาน อิบนุ อบีบักร์ พี่ชายของฉัน พาฉันออกไปที่ตันอีม แล้วฉันก็ครองเอียะห์รอมเพื่อทำอุมเราะห์ สถานที่เริ่มต้นการทำอุมเราะห์ของฉัน
                ฮิชาม กล่าวว่า เกี่ยวกับกรณีนี้ท่านนบีไม่ได้สั่งให้เชือดสัตว์พลี หรือใช้ให้ถือศีลอด หรือทำศอะเกาะห์แต่อย่างใด
   
บุคอรี/หมวดที่6/บทที่16/ฮะดีษเลขที่ 317